สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

        สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นบุตรของชาวจีนชื่อนายไหฮอง แซ่แต้ หรือขุนพัฒน์
นายอากรบ่อนเบี้ย กับนางนกเอี้ยง ทรงพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๕ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีขาล จุลศักราช ๑๐๙๖ ฉศก.ตรงกับวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๒๗๗ ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แห่งกรุงศรีอยุธยาในขณะที่นางนกเอี้ยงตั้งครรภ์และคลอดทารกผู้นี้ บังเกิดเหตุมหัศจรรย์นานาประการเป็นที่โจษขานกันทั่วไปว่า ทารกที่ถือกำเนิดในครรภ์ของนางนกเอี้ยงผู้นี้ ชรอยจะเป็นผู้มีบุญยาธิการสูง ไม่คู่ควรที่คนธรรมดาสามัญจะอุปการะไว้เป็นบุตร ขุนพัฒน์และนางนกเอี้ยงก็เห็นจริง จึงได้ยกทารกน้อยผู้นี้ให้เป็นบุตรบุญธรรมของเจ้าพระยาจักรีศรีสมุหนายก
        ซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่และเป็นผู้มีอิทธิพลมากในกรุงศรีอยุธยาสมัยนั้น ทั้งเป็นผู้ใหญ่อันเป็นที่เคารพนับถือของของขุนพัฒน์และนางนกเอี้ยงเป็นอันมาก เจ้าพระยาจักรีฯ ก็รักใคร่ เมตตาเอ็นดูทารกนี้เยี่ยงบุตรโดยกำเนิดของท่านเองและตั้งชื่อว่า “สิน”
        ครั้นเมื่อนายสินเจริญวัยขึ้นพอสมควร เจ้าพระยาจักรีฯ ได้นำเข้าถวายตัวเข้ารับราชการในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึ่งพระองค์ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เป็นมหาดเล็กรับใช้อยู่เวรในวังหลวงต่อมาได้เลื่อนเป็นมหาดเล็กรายงานทำราชการในกรมมหาดไทยและกรมวัง ศาลหลวง
        กาลล่วงมาถึง พ.ศ. ๒๓๐๐ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จสวรรคต เจ้าอุทุมพรพระราชโอรสองค์น้อยได้ขึ้นครองราชสมบัติ ต่อมาแต่เกิดความยุ่งยากในการครองแผ่นดิน เนื่องจาก พระเชษฐาเจ้าฟ้าเอกทัศน์ทรงประสงค์จะครองราชสมบัติ เจ้าฟ้าอุทุมพรจึงสละราชสมบัติ แล้วออกผนวชเจ้าฟ้าเอกทัศน์ขึ้นเสวยราชสมบัติต่อมาทรงพระนามว่า “สมด็จพระนั่งสุริยามรินทร์”
        

         ในครั้งนั้นนายสินมหาดเล็กได้เป็นข้าหลวงเชิญตราพระราชสีห์ขึ้นไปชำระความหัวเมืองฝ่ายเหนือ ซึ่งเป็นเวลาที่ตำแหน่งหลวงยกบัตรเมืองตากว่างอยู่ สมเด็จพระจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายสินว่าที่หลวงยกบัตรเมืองตากเลยที่เดียว ครั้นต่อมาไม่ช้า พระยาตาก เจ้าเมืองตาก และปลัดเมืองตากได้ถึงแก่อนิจกรรมลงทั้งสองคน เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนหลวงยกบัตรให้เป็นพระยาตากครองเมืองตากสืบต่อไป

          ขณะที่พระยาตากได้ว่าราชการต่างพระเนตรพระกรรณ ณ เมืองตากนั้น คณะกรรมการเมืองกำแพงเพชร ได้มีใบบอกมายังกรุงศรีอยุธยาว่า พระยาวชิรปราการ ผู้สำเร็จราชการเมืองกำแพงเพชรได้ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ดังนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงรับสั่งให้หาตัว พระยาตาก (สิน) ลงมาเฝ้ายังกรุงศรีอยุธยา แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระยาตากสินขึ้นเป็นพระยาวชิรปราการ สำเร็จราชการเมืองกำแพงเพชร แต่หลังจากได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แล้วยังหาได้ทันขึ้นไปครองเมืองดังกล่าวไม พอดีมีข่าวศึกพม่าจะยกมาล้อมกรุงศรีอยุธยา เมื่อเดือนอ้าย พ.ศ. ๒๓๐๗

           ครั้นเสร็จศึกพม่าครั้งนั้นแล้วพระยาตากก็หาได้ทันขึ้นไปครองเมืองกำแพงเพชรไม่คงอยู่ช่วยราชการในกรุงจนกระทั่งล่วงเวลาไปอีกหกเดือน พม่าก็ยกทัพเข้ามาอีกเมื่อเดือน ๑๒ พ.ศ. ๒๓๐๘ เป็นสงครามครั้งสำคัญที่ทำให้เสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าไปเป็นครั้งที่ ๒ ขณะที่พม่าล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่นั้น พระยาตากสินคิดว่ากรุงศรีอยุธยาคงไม่พ้นเงื้อมมือพม่าเป็นแน่แท้แล้ว เพราะเหตุที่ไพร่ฟ้าข้าทหารในกรุงศรีอยุธยาก็อิดโรยลงไปมาก เนื่องจากขาดเสบียงอาหารความอดอยากมีอยู่ทั่วไป ทหารก็ไม่มีกำลังใจสู้รบ ประกอบทั้งพระมหากษัตริย์ก็ทรงอ่อนแอ พระยาตากสินจึงตัดสินใจรวบรวมสมัครพรรคพวกเพื่อนร่วมตายได้เพียง ๕๐๐ คน ยกออกมาจากวัดพิชัยตีฝ่าวงล้อมทหารพม่า มุ่งไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ทางบ้านโพธิ์ สังหารฆ่าฟันทหารพม่าล้มตายเป็นอันมากทหารพม่าที่รุกไล่ติดตามก็ถูกตีกระจัดกระจายไปจนไม่กล้าติดตามมาอีก เมื่อตีฝ่าวงล้อมของกองทัพพม่าได้แล้ว พระยาตากสินก็นำสมัครพรรคพวกที่ยังเหลืออยู่เดินทางไปนครนายก ปราจีนบุรี ระยอง โดยทรงมีจุดมุ่งหมายสู่จันทบุรี โดยหวังที่จะใช้เมืองจันทบุรี เป็นที่พำนักซ่องสุมผู้คนเพื่อเตรียมสู้รบกอบกู้อิสรภาพกลับคืนมาจากพม่าต่อไป
ขณะนั้นทางเมืองระยอง มีพระระยอง (บุญ) เป็นเจ้าเมืองอยู่ ได้ทราบว่าพระยาตากสินยกกองทัพพร้อมด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์มาถึง พิจารณาเห็นว่าเหลือกำลังจะทำการต่อสู้ได้จึงพาพรรคพวกออกมาต้อนรับถึงกลางทาง พระยาตากสินก็ยกกองทัพเข้าไปตั้งค่ายมั่นอยู่ที่วัดลุ่ม ฝ่ายพวกกรมการเก่าเมืองระยอง อันมีหลวงพล ขุนจ่าเมือง ขุนรามหมื่นซ่อง เป็นต้น ได้ทราบว่าพระระยองยอมอ่อนน้อมเข้าด้วยกับพระยาตากก็พากันไม่พอใจ บังอาจขัดขืนคบคิดกันต่อสู้ โดยรวบรวมกำลังกันเข้าปล้นค่ายพระยาตาก พระยาตากจึงให้ทหารระดมยิงแล้วนำทหารออกรุกไล่ คู่ต่อสู้แตกหนีกระจายไป เมืองระยองจึงตกอยู่ในอำนาจของพระยาตาก โดยเด็ดขาด

          ณ เมืองระยองนี้ พระยาตากได้ปรึกษานายทหารและรี้พลทั้งปวง จะตั้งตัวเป็นอิสระ เป็นเสมือนเจ้าผู้ครองเมืองเอกทั้งหลาย เพื่อให้เป็นที่เคารพยำเกรง ซึ่งจะเป็นหนทางให้กอบกู้แผ่นดินได้สำเร็จโดยง่าย พวกนายทัพนายกองก็เห็นชอบด้วย ฉะนั้น ต่อมาคนทั้งปวงจึงเรียกท่านว่า “เจ้าตาก” อาณาเขตของเจ้าตากเมื่อตั้งตัวเป็นเจ้านั้น มีเพียงดินแดนในเมืองระยอง ส่วนเมืองบางละมุง เมืองชลบุรี ที่อยู่ข้างเหนือก็ดี เมืองจันทบุรี เมืองตราด ที่อยู่ข้างใต้ก็ดี ยังหาได้อ่อนน้อมยอมอยู่ใต้อำนาจของเจ้าตาก ไม่เมืองชลบุรี เวลานั้นกำลังชุลมุนเป็นจลาจลเพราะอยู่ใกล้ข้าศึก เมืองบางละมุงก็เป็นเมืองเล็กผู้คนเบาบางมีกำลังมากอยู่แต่เมืองจันทบุรี ซึ่งเป็นเมืองใหญ่กว่าหัวเมืองอื่นที่อยู่ชายฝั่งทะเลตะวันออก และยังมีเจ้าเมืองปกครองอยู่เป็นปกติ มีกำลังผู้คน และอาหารบริบูรณ์ ทั้งชัยภูมิก็เหมาะสมที่จะใช้เป็นที่ตั้งมั่นยิ่งกว่าหัวเมืองใกล้เคียงทั้งหลาย เจ้าตากเล็งเห็นความสำคัญของเมืองจันทบุรีดังกล่าว จึงใคร่จะลองใจดูว่าชาวเมืองจันทบุรีจะเป็นมิตรหรือศัตรูต่อท่าน จึงแต่งตั้งฑูตให้ถือศุภอักษรไปถึงพระยาจันทบุรีใจความว่า บัดนี้เจ้าตากได้มาตั้งรวบรวมกำลังอยู่ที่เมืองระยอง มีความประสงค์จะยกเข้าไปรบพม่าแก้ไขให้พระนครพ้นจากอำนาจข้าศึก ขอให้พระยาจันทบุรีเห็นแก่บ้านเมือง มาช่วยกันปราบปรามข้าศึกให้กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองผาสุกดังแต่ก่อน พระยาจันทบุรีก็ต้อนรับฑูตโดยดี และรับว่าจะมาปรึกษากับเจ้าตากที่เมืองระยอง และ ยังได้มอบเสบียงอาหารให้ฑูตมาช่วยเจ้าตากก่อน ครั้นฑูตกลับไปแล้ว พระยาจันทบุรีเกิดความลังเลและไม่ไว้ใจเจ้าตากเกรงว่าจะคิดเป็นอุบายชิงเอาเมืองจันทบุรีประกอบกับขุนหมื่นซ่องซึ่งแตกหนี เจ้าตากมาจากเมืองระยอง ยุยงให้กำจัดเจ้าตากเสียแล้วระยาจันทบุรีก็จะได้เป็นใหญ่ต่อไป พระยาจันทบุรี เชื่อถือเห็นจริง และไม่ได้ออกไปรับเจ้าตาก คาดว่าเจ้าตากคงขัดเคืองและหาเหตุยกลงไปตีเมือง-จันทบุรี จึงปรึกษาขุนรามหมื่นซ่องว่าที่จะรบพุ่ง เจ้าตากซึ่งๆ หน้า นั้นยากนัก ด้วยเจ้าตากมีฝีมือเข้มแข็งทั้งรี้พลทหารก็เคยทำศึกเชี่ยวชาญในการรบ ฉะนั้น ต้องสู้กันด้วยกลอุบาย จึงจะมีหวังเอาชนะได้ จึงให้ตกแต่งป้อมค่ายประตูหอรบเอาปืนใหญ่น้อยขึ้นตั้งรายไว้รอบเมือง ตระเตรียมการถ พร้อมแล้ว ก็ตรองอุบายเห็นชอบพร้อมกัน ที่จะล่อเจ้าตากให้เข้าไปในเมืองเสียก่อนแล้วจะได้ทำการกำจัด จึงนิมนต์พระสงฆ์ ๔ รูป ให้เป็นฑูตไปเชิญเจ้าตากมาสู่จันทบุรี พระสงฆ์ทั้ง ๔ รูป พากันไปเฝ้าเจ้าตากที่เมืองระยอง แต่ขณะนั้นเจ้าตากยังอยู่ที่เมืองชลบุรีจึงต้องระคอยอยู่จนเจ้าตากกลับมาถึง ก็เข้าไปชี้แจงว่า พระยาจันทบุรีมีความเจ็บแค้นด้วยข้าศึกมาย่ำยีกรุงศรีอยุธยา เต็มใจที่จะช่วยเจ้าตากปราบยุคเข็ญ ให้บ้านเมืองเป็นสุขสำราญดังแต่ก่อน เห็นว่าที่เมืองระยองเป็นเมืองเล็กจะเอาเป็นที่รวบรวมกองทัพใหญ่นั้นยาก ขอเชิญเจ้าตาก ไปตั้งที่เมืองจันทบุรี อันเป็นที่มีเสบียงอาหารบริบูรณ์ จะได้ปรึกษากันตระเตรียมกองทัพที่จะเข้าไปรบพุ่งพม่าตีเอากรุงศรีอยุธยาคืนมาจากข้าศึกให้จงได้ เจ้าตากได้ทราบความตามถ้อยคำพระสังฆฑูตก็ยินดี ให้หยุดพักรี้พลพอหายเหนื่อยแล้ว ก็ให้พระสงฆ์นำทางไปเมืองจันทบุร เมื่อไปถึงที่บางกะจะหัวแหวน (เดี๋ยวนี้เรียกบางกะจะตำบลหนึ่ง เขาพลอยแหวน ตำบลหนึ่ง อยู่ไม่ห่างกัน แต่โบราณเรียกรวมกันว่า บางกะจะหัวแหวน) ห่างเมืองจันทบุรีประมาณ ๒๐๐ เส้น (๘ กิโลเมตร) พระยาจันทบุรี ได้หลวงปลัดมารับ เจ้าตากก็สั่งกองทัพให้ยกตามหลวงปลัดไป แต่ยังไม่ทันจะถึงเมืองจันทบุรี ก็มีนายทหารชั้นขุนหมื่นผู้หนึ่ง ซึ่งไม่เห็นด้วยกับแผนการนี้ นำความไปรายงานให้เจ้าตากทราบ ขณะที่นำทัพเข้าสู่ชานเมืองจันทบุรีว่า พระยาจันทบุรีคบคิดกับขุนหมื่นซ่องเรียกระดมคนเตรียมไว้ในเมืองจะโจมตีเจ้าตากเมื่อเวลากำลังข้ามน้ำ เจ้าตากจึงให้รีบไปห้ามกองทัพมิให้ตามหลวงปลัดไป แต่ให้เลี้ยวกระบวนไปทางเหนือไม่ข้ามฝากน้ำ ผ่านบ้านชะมูล ตรงไปประตูท่าช้าง ตั้งที่วัดแก้ว ห่างประตูท่าช้างเมืองจันทบุรี ประมาณ ๕ เส้น (๒๐๐ เมตร) (วัดแก้วเป็นวัดเก่า ตั้งอยู่ในค่ายทหารปัจุบัน “ค่ายตากสิน” ขณะนี้ได้ปรักหักพังไม่มีซากเหลือให้เห็นแล้ว)

          พระยาจันทบุรีเห็นเจ้าตากไม่ข้ามฟากไปตามแผนการของตน ซ้ำกลับมาตั้งชุมนุมพลอยู่ที่หน้าประตูเมืองก็ตกใจมาก จึงรีบสั่งให้ไพร่พลขึ้นรักษาหน้าที่
เชิงเทิน แล้วให้ขุนพรหมธิบาล พระทำมะรงพอน-นายลิ่ม นายแก้วแขก นายเม้แขก ออกไปพบเจ้าตาก ขอเชิญให้เข้าไปพบพระยาจันทบุรีที่ในเมือง เจ้าตากจึงสั่งขุนพรหมธิบาลให้กลับไปบอกพระยาจันทบุรีว่า “เดิมพระยาจันทบุรีให้พระสงฆ์เป็นฑูตไปเชิญเราให้มาปรึกษาหารือ เพื่อช่วยกันคิดอ่านกู้กรุงศรีอยุธยา เราเข้าใจว่าเป็นการเชิญโดยสุจริตจึงได้มาตามประสงค์ ตัวเราเดิมก็ได้เป็นเจ้าเมือง (กำลังเพชร) ถือศักดินาหมื่น มียศใหญ่เป็นผู้ใหญ่กว่าพระยาจันทบุรี (เมืองกำแพงเพชรเป็นชั้นหัวเมืองโท จันทบุรีเป็นชั้นหัวเมืองตรี) ครั้นมาถึงเมือง พระยาจันทบุรีก็มิได้ออกมาหาสู่ต้อนรับตามฉันผู้น้อยกับผู้ใหญ่กลับเรียกระดมคนเข้าประจำรักษาหน้าที่เชิงเทิน และคบหาขุนรามหมื่นซ่อง ซึ่งได้ทำร้ายเรา ถึง ๒ คราวไว้เป็นมิตร พระยาจันทบุรีทำเหมือนหนึ่งว่าเป็นข้าศึกษากับเราดังนี้ จะให้เราเข้าไปหาถึงในเมืองอย่างไร ถ้าจะให้เราเข้าไปก็ให้พระยาจันทบุรีออกมาหาเราก่อน หรือมิฉะนั้นก็จงส่งตัวขุนรามหมื่นซ่องออกมา ให้มาทำสัตย์สาบานให้เราวางใจได้ก่อน ถ้าทำได้เช่นนั้นแล้วเราก็จะเห็นความสุจริตของพระยาจันทบุรี จะรักใคร่นับถือเหมือนกับเป็นพี่เป็นน้องกันต่อไป “พระยาจันทบุรีจึงใช้หลวงปลัดมาบอกว่า” ซึ่งพระยาจันทบุรีจะไม่ตั้งอยู่ในความสัตย์สวามิภักดิ์นั้นหามิได้ จะใคร่ส่งขุนรามหมื่นซ่องออกมาถวาย แต่คนทั้งสองนั้นกลัวพระอาชญาด้วยตัวเป็นคนผิด”เจ้าตากจึงกล่าวว่า” พระยาจันทบุรีมิได้ตั้งอยู่ในสัตย์ ไม่ยอมเป็นไมตรีด้วยเราแล้วเห็นว่าขุนรามหมื่นซ่องจะป้องกันเมืองไว้ได้ ก็ให้ตกแต่งบ้านเมืองให้มั่นคงเถิด เราจะตีเอาให้จงได้ “ฝ่ายพระยาจันรทบุรีเห็นว่ารี้พลของตนมีมากกส่าเจ้าตากก็ให้ปิดประตูรักษาเมืองมั่นคงไว้ ขณะนั้นความคับขันเป็นของเจ้าตาก เพราะได้ถลำตัวเข้าไปตั้งอยู่ในชานเมือง ข้าศึกในเมืองก็มีกำลังมากกว่า เป็นแต่ว่าครั่นคร้ามเกรงฝีมือไม่กล้ายกออกมาโจมตีซึ่งหน้าแต่ถ้าเจ้าตาก ล่าถอยออกไปเมื่อใฝดก็อาจจะโอบล้อมไล่ตีตัดได้หลายทางเพราะเป็นถิ่นของข้าศึก ถ้าจะขืนตั้งอยู่อย่างนั้นต่อไปก็ไม่มีเสบียงอาหาร เหมือนหนึ่งคอยให้ศัตรูเลือกเวลาทำเอาตามใจชอบ เจ้าตากมีอุปนิสัย
เป็นนักรบพิจารณาเห็นมีแต่ทางเดียว คือ ชิงเข้าตีข้าศึกก่อนจึงจะไม่เสียที จึงเรียกนายพันนายกองมาสั่งว่า “เราจะเข้าโจมตีเมืองจันทบุรีในค่ำวันนี้ เมื่อกองทัพหุงข้าวเมื้อเย็นกินเรียบร้อยแล้วให้เทอาหารที่เหลือและต่อยหม้อเสียให้หมด หมายเข้าไปกินข้าวเช้าด้วยกันในเมืองพรุ่งนี้ ถ้าตีเอาเมืองไม่ได้ในค่ำวันนี้ก็จะได้ตายด้วยกันเสียให้หมดทีเดียว” นายทัพนายกองเคยเห็นความเด็ดขาดของพระเจ้าตากมาก่อนก็ยอมกระทำตามไม่มีผู้ใดขัดขืน ครั้นถึงเวลาค่ำ เจ้าตาก จึงมอบให้
นายทหารไทยจีนลอบไปซุ่มอยู่มิให้ชาวเมืองรู้ตัวสั้งให้คอยฟังเสียงปืนสัญญาณเข้าปล้นเมืองให้พร้อมกันระวังอย่าให้มีเสียงอื้ออึงเป็นอันขาดเมื่อพวกไหนเข้าเมืองได้ก็ให้โห่ร้องขึ้นเป็นสำคัญ เพื่อให้พวกคนอื่นทราบ ครั้นตระเตรียมการพร้อแล้วพอได้ฤกษ์เวลาดึก ๓ นาฬิกา เจ้าตากก็ขึ้นช้างพังคีรีบัญชร และสั่งให้ยิงปืนสัญญาณเข้าปล้นพร้อมกันทุกด้าน ส่วนเจ้าตากก็ขับช้างที่นั่งเข้าฟังประตูเมือง พวกในเมืองระดมยิงปืนใหญ่น้อยออกมาเป็นอันมากนายท้ายช้างเกรงว่าลูกปืน
จะมาถูกเจ้าตากเป็นอันตราย จึงเกี่ยวช้างที่นั่งให้ถอยออกมา เจ้าตากขัดใจชักดาบหันมาจะฟันนายท้ายช้าง นายท้ายช้างตกใจร้องขอชีวิตไว้ แล้วขับช้างเข้ารื้อบานประตูเมืองพังลง พวกทหารก็กรูกันเข้าเมืองได้ พวกในเมืองรู้ว่าเจ้าตากเข้ามาในเมืองได้แล้วก็ตกใจ ต่างละทิ้งหน้าที่พากันแตกหนีกระจัดกระจาย
ตัวพระยาจันทบุรีพาครอบครัวหนีไปยังเมืองบันทายมาศ

           เมื่อเจ้าตากตีเมืองได้นั้นเป็นวันอาทิตย์เดือน ๗ ปีกุน พ.ศ. ๒๓๑๐ เป็นช่วงเวลาที่เสียกรุงศรีอยุธยาไปแก่พม่าแล้ว ๒ เดือนหลังจากเจ้าตากเข้าเมืองจันทบุรีแล้ว ก็ให้เกลี้ยกล่อมผู้คนให้กลับคืนมาสู่ภูมิลำเนาตามเดิม และได้สำแดงความเมตตาปรานีให้เป็นที่ปรากฎอย่างกว้างขวาง มิได้ถือโทษผู้ที่ได้เป็นศัตรูต่อสู้ มาแต่ก่อน ครั้นจัดการบ้านเมืองจันทบุรีเรียบร้อยดังเดิมแล้วจึงยกกองทัพเรือไปยังเมืองตราด พวกกรมการเมือง และราษฎรก็พากันเกรงกลัวยอมอ่อนน้อมโดยดี เจ้าตากจัดการเมืองตราดเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็กลับขึ้นมาตั้งอยู่ ณ เมืองจันทบุรี นับแต่นั้นมาเจ้าตากก็มีอำนาจสิทธิ์ขาดตลอดหัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออกทั้งหมด ได้ทรงยึดเมืองจันทบุรีเพื่อเป็นแหล่งสะสมเสบียงอาหาร รวบรวมรี้พลเป็นเวลาถึง ๕ เดือน ได้ทหารไทยจีนประมาณ ๕,๐๐๐ คน ต่อเรือรบประมาณ ๑๐๐ ลำ เพื่อไปกอบกู้กรุงศรีอยุธยาต่อไป

ข้อมูลโดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรี

Scroll to Top