จันทบุรี เป็นเมืองเก่าแก่เมืองหนึ่งในประเทศไทย แต่เริ่มสร้างเมื่อใดไม่สามารถจะหาหลักฐานแน่นอนได้ ปรากฏหลักฐานในหนังสือ
ฝรั่งเศสชื่อ แคมโบช ซึ่งชาวฝรั่งเศสชื่อ ม.อิตีเมอร์ เขียนไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔ ว่าได้มีบาทหลวงองค์หนึ่ง พบศิลาจารึกภาษาสันสกฤต
ที่ตำบลเขาสระบาป ในศิลาจารึกนั้นมีข้อความว่า เมื่อ ๑,๐๐๐ ปี ล่วงมาแล้ว มีเมืองหนึ่งชื่อว่า ควนคราบุรี เป็นเมืองที่มีอาณาเขต
กว้างขวางมาก ตั้งอยู่เชิงเขาสระบาป
ชื่อ ควนคราบุรี นี้ จะเป็นชื่อเมืองตรงกับเมืองจันทบุรีในปัจจุบันหรือไม่ ยังเป็นข้อสงสัยอยู่ แต่ที่อ้างสถานที่ว่าตั้งอยู่
ที่เชิงเขาสระบาปนั้นน่าจะเป็นเมืองเดียวกัน เพราะเมืองเก่าแก่ที่สุดของจันทบุรีนั้นตั้งอยู่ที่เชิงเขาสระบาป ยังมีซากปรากฏ
อยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ ชาวพื้นเมืองเดิมของจันทบุรี เป็นเชื้อชาติ“ชอง”
![]() |
เมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๔๐๐ พวกขอมมีอำนาจ ได้แผ่เข้าครอบครองเมืองจันทบุรี มีหลักฐาน เป็นซากเมืองเก่าเหลือปรากฏอยู่ คือ กำแพงก่อด้วยศิลาแลงกับเชิงเทินดินเป็นคันขึ้นไป และมี ถนนโบราณอีก ๒ สายซึ่งยังคงสั่ง เกตุเห็นเป็นแนวได้นอกจากนี้ยังมีศิลาแกะสลัก เศียรเทวรูป ที่วัดทองทั่วทับหลังศิลปขอม (ปัจจุบันอยู่วัดโบสถ์) สิงห์ศิลา (ปัจจุบันอยู่ ที่โรงเรียนเบญจมราชู- ทิศจังหวัดจันทบุรี) และศิลาจารึกภาษาขอมที่ได้จากบ้านเพนียด หน้าเขาสระบาป ใกล้วัดทองทั่ว ตำบลคลองนารายณ์อำเภอเมืองจังหวัดจันทบุรี << ซากเมืองเก่า เมืองเพนียด |
| พวกชอง ในปัจจุบัน ตั้งภูมิลำเนาทำมาหากินอยู่ในป่าซึ่งอยู่ติดกับเขตแดนเมืองพระตะบอง และบางท้องที่ในเขต กิ่งอำเภอเขาคิชฌกูฏ เช่นที่ ตะเคียนทอง คลองพลู จันทเขลม ฯลฯ พวกนี้ มีภาษาพูดอย่างหนึ่งต่างจากภาษาเขมร และภาษาไทย ทางมานุษยวิทยาได้จัดให้อยู่ในจำพวก ตระกูลมอญ-เขมรเช่นเดียวกับขอมโบราณเหมือนกัน พวกชอง ชอบลูกปัดสีต่างๆ และใช้ ทองเหลืองเป็นเครื่องประดับ เข้าใจว่าเดิมทีเดียวพวกชองนี้คงจะตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ตาม ท้องที่ต่างๆ ในเมืองจันทบุรี และเพิ่งจะถอยร่นเข้าป่าเข้าดงไปในเมื่อไทยมีอำนาจเข้าครอบครอง เมืองจันทบุรี ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ชาวชอง ในจันทบุรี >> |
|
๑. ประวัติความเป็นมาโดยสรุปของจังหวัดจันทบุรี

๑.๑ สมัยก่อนกรุงศรีอยุธยา
จังหวัดจันทบุรี เป็นเมืองเก่าแก่ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เชื่อว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ ปี เป็นเมืองที่ชนชาติขอมสร้างขึ้น
ในระยะเวลาใกล้เคียงกับ เมืองพิมาย เพชรบูรณ์ และลพบุรี ตามศิลาจารึก เรียกเมืองจันทบุรีในสมัยนั้น ว่า “ควนคราบุรี” ชาวบ้านเรียกว่า
“เมืองกาไว” ตามชื่อผู้ครองเมือง ตัวเมืองตั้งอยู่บริเวณหน้าเขาสระบาป ชาวพื้นเมืองดั้งเดิมเป็นชนชาติชอง มีภาษาพูด ของตนเอง
แตกต่างจากภาษาไทยและภาษาเขมร
๑.๒ สมัยกรุงศรีอยุธยา
พวกขอมคงจะครองเมืองจันทบุรีอยู่ประมาณ ๔๐๐ ปี จนกระทั่งเสื่อมอำนาจลงในปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๗ พวกไทย
ทางอาณาจักรฝ่ายใต้ซึ่งมีราชธานีอยู่ที่เมือง สุพรรณภูมิ(เมืองอู่ทอง)ได้เข้ายึดเมืองจันทบุรีไว้ได้ จันทบุรีจึงรวมอยู่ในอาณาจักรไทย
ทางฝ่ายใต้เรี่อยมามีหลักฐานที่ควรจะเชื่อได้ว่า เมืองนี้เคยเป็นเมืองขึ้นของ ไทยมาแล้วตั้งแต่ในสมัยพระเจ้าอู่ทอง คือเมื่อ
พระเจ้าอู่ทองทรงสร้างกรุงศรีอยุธยาขึ้น ใน พ.ศ. ๑๘๙๓ ทรงประกาศว่า กรุงศรีอยุธยามีประเทศราชอยู่ ๑๖ หัวเมือง มีชื่อ
เมืองจันทบุรีอยู่ด้วยหัวเมืองหนึ่ง
ในสมัยพระเจ้าอู่ทอง เมื่อได้เมืองจันทบุรีเป็นเมืองขึ้นแล้ว ต่อมามีการย้ายตัวเมืองเดิมที่เชิงเขาสระบาป ตำบลคลองนารายณ์
มาสร้างเมืองใหม่ที่บ้านหัววัง ตำบลพุงทลายเดิม (ปัจจุบันเป็นตำบลจันทนิมิต) ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจันทบุรี เหตุผล
ที่ต้องย้ายเมืองมาตั้งใหม่ เพราะเมืองเดิมอยู่ติดกับภูเขาสระบาป ยากที่จะขยายเมืองออกไปให้ใหญ่โตกว่าเดิมได้ และเมืองใหม่
ที่บ้านหัววังนี้อยู่ใกล้กับแม่น้ำ สะดวกต่อการคมนาคมและหาน้ำใช้ หลักฐานการสร้างเมืองที่นี่คือ บริเวณนี้เดิมยังมีเค้า
ซากเมืองเก่าเหลืออยู่ และเคยมีผู้ขุดพบพระพุทธรูป หรือส่วนของพระพุทธรูปในบริเวณบ้านหัววัง เมื่อประมาณ
พ.ศ. ๒๕๑๑-๒๕๑๒ ก็มีผู้ขุดพบส่วนของพระพุทธรูปอีก ทางทิศเหนือของที่ดินที่ก่อสร้างเป็นศูนย์การค้าในเขตตำบลจันทนิมิต
นอกจากนี้ยังมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์พอเชื่อได้ว่า เมื่อพ.ศ. ๑๙๒๗ พระราเมศวร เสด็จขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ได้
และกวาดต้อนชาวเมืองมาไว้ที่เมืองจันทบุรีในตำบล ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า”บ้านลาว”ตั้งอยู่ริมแม่น้ำจันทบุรี เหนือ”บ้านขอม”
และเหนือบ้านหัววังขึ้นไป ต่อมาชาวไทยที่ถูกกวาดต้อนเข้ามาในครั้งนั้นคงจะได้สมพงษ์กับชาว พื้นเมืองเดิม เช่น
พวกขอม และพวกชอง เป็นต้น จึงทำให้สำเนียงและคำพูดบางคำ ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีผิดแผกแตกต่าง
ไปจากทางภาคกลางและภาค พายัพบ้าง แต่แม้จะผิดแผกแตกต่างกันไปประการใดก็ตาม ชาวจันทบุรีก็ยังคงใช้ภาษาไทย
เป็นภาษาท้องถิ่นพูดกันอยู่โดยทั่วไปตลอดทั้งจังหวัด ยกเว้นแต่คนหมู่น้อย เช่น ชาวจีนและญวน ซึ่งอพยพ
เข้ามาอยู่ใหม่ในระยะหลังเท่านั้นที่ยังคงพูดภาษาของตนเอง ที่ตั้งเมืองครั้งที่ ๒ คงอยู่ประมาณระหว่าง
พ.ศ. ๑๙๐๐ ถึง พ.ศ. ๒๒๐๐ ต่อมาประมาณ พ.ศ. ๒๒๐๐ ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้มีการ
ย้ายเมืองจากบ้านหัววัง ตำบลพุงทลาย (เดิม)มาสร้างเมืองใหม่ที่บ้านลุ่ม ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจันทบุรี
เพราะเมืองเดิมที่บ้านหัววัง ตำบลพุงทลายแม้ว่าจะอยู่ริมแม่น้ำจันทบุรี สะดวกต่อการคมนาคมติดต่อค้าขายก็ตาม
แต่มีข้อเสียประการสำคัญคือ มีน้ำท่วมทุกปี การสร้างเมืองใหม่ที่บ้านลุ่มนี้ คงทำให้เป็นเมืองป้อมเหมือนอย่าง
เมืองโบราณทั้งหลายคือ มีคูและเชิงเทินรอบเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยม กว้างยาวประมาณด้านละ ๖๐๐ เมตร แนวกำแพง
นี้แต่ก่อนมีที่หลังศาล และหลังศาลากลางหลังเก่าปัจจุบันถูกรื้อไปหมดแล้ว ยังมีแนวกำแพงเหลืออยู่ให้เห็นบ้างทางหลัง
กองพันทหารนาวิกโยธิน ประมาณ ๑๐๐ เมตรที่ตั้งเมืองจันทบุรีครั้งที่ ๓ อยู่ที่ตำบลนี้ตลอดมาจนสิ้นสมัยกรุงศรีอยุธยา
|
|
|
๑.๓ สมัยกรุงธนบุรี
ในปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. ๒๓๑๐ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งยังเป็น พระยาวชิรปราการ
ได้นำกำลังพลประมาณ ๕๐๐ คน ตีฝ่าวงล้อมของทหารพม่า ออกไปทางทิศตะวันออก ผ่านจังหวัดนครนายก
ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และ ระยอง เข้ายึดเมืองจันทบุรีไว้ เพื่อเป็นแหล่งสะสมเสบียงอาหาร และรวบรวม
กำลังพลเป็นเวลา ๕ เดือน ได้ทหารประมาณ ๕,๐๐๐ คน ต่อเรือรบได้ประมาณ ๑๐๐ ลำ เพื่อไปกอบกู้กรุงศรีอยุธยาต่อไป
๑.๔ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
![]() |
ประมาณ พ.ศ. ๒๓๗๗ สมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ไทยเกิดกรณีพิพาทกับญวน
<< ค่ายเนินวง ตำบลบางกะจะ อ.เมือง จ.จันทบุรี |
พ.ศ. ๒๔๓๖ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไทยกับฝรั่งเศสได้เกิดกรณีพิพาทกันด้วยเรื่องดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง
โดยฝรั่งเศสกล่าวหาว่าไทยรุกล้ำเข้าไป ในดินแดนอาณานิคมของฝรั่งเศส และได้ทำร้ายเจ้าพนักงานฝรั่งเศสด้วย ฝ่ายไทยได้แก้ว่าดินแดนนั้น
เป็นของไทย ฝรั่งเศสบุกรุกเข้ามา ฝ่ายไทยจำเป็นต้องขัดขวาง เมื่อการโต้เถียงไม่เป็นที่ตกลงปรองดองกันแล้ว ฝรั่งเศสจึงใช้อำนาจ โดยส่ง
เรือรบเข้าไปในแม่น้ำเจ้าพระยา ไทยกับฝรั่งเศสจึงเกิดปะทะกันด้วยอาวุธเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ทั้งสองฝ่ายต่างได้รับ
ความเสียหายด้วยกัน ฝ่ายไทยเห็นว่าจะสู้ฝรั่งเศสในทางกำลังอาวุธมิได้ จึงขอเปิดการเจรจากับรัฐบาลฝรั่งเศสด้วยสันติวิธี ฝ่ายฝรั่งเศส
ได้ยื่นคำขาดต่อรัฐบาลไทย เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ รวม ๖ ข้อด้วยกัน มีใจความสำคัญที่ควรกล่าวคือ ให้รัฐบาลไทย
ยอมสละสิทธิดินแดนฝั่งซ้าย แม่น้ำโขง ตลอดจนเกาะทั้งหลายในลำน้ำนั้นด้วย กับให้ไทยต้องเสียเงินเป็นค่าปรับให้แก่ฝรั่งเศส
จำนวน ๒ ล้านฟรังก์ และเงินไทย และเงินไทยอีก ๓ ล้านบาท ก่อนที่จะ ได้ตกลงทำสัญญาณกันนี้ ฝรั่งเศสจะต้องยึดเมืองจันทบุรี
ไว้เป็นประกัน ฝ่ายไทยต้องยอกรับฝรั่งเศสทุกประการ
ในระหว่างที่ปะทะกับฝรั่งเศสนั้น ทางจันทบุรีได้เตรียมต่อสู้ป้องกันตามกำลังที่พอจะทำได้ เพราะในเวลานั้นมีกองทหารเรือตั้งอยู่
ในตัวเมืองและที่ป้อมปากน้ำแหลมสิงค์ แต่เมื่อได้ทราบว่ารัฐบาลยอมให้ฝรั่งเศสยึดเมืองจันทบุรี กองทหารเรือทั้งสองแห่งก็ได้รีบโยกย้าย
ไปอยู่ที่เกาะจิก และอำเภอขลุง ต่อมาอีกไม่กี่วันใน พ.ศ. ๒๔๓๖ นั้นเอง ฝรั่งเศสได้ยกกองทหารเข้าสู่เมืองจันทบุรี ทหารโดยมากเป็น
ทหารญวนที่ส่งมาจากไซ่ง่อน ที่เป็นทหารฝรั่งเศสไม่มากน้อยนักส่วนใหญ่จะเป็นนายทหาร จำนวนทหาร ฝรั่งเศส และญวนรวมกัน
ทั้งสิ้นประมาณ ๖๐๐ คนเศษ ได้แยกกันอยู่ ๒ แห่ง คือที่ป้อมปากน้ำแหลมสิงห์พวกหนึ่ง ได้รื้อป้อมพิฆาตปัจจามิตรแล้วสร้างตึกแถว
เป็นที่พัก และกองบัญชาการเรียกว่า “ตึกแดง” ทั้งได้สร้างที่คุมขังนักโทษไว้ด้วย เรียกกันว่า “คุกขี้ไก่” อีก
|
|
|
เมื่อรัฐบาลไทยและฝรั่งเศสได้ทำสัญญาตกลงกันเมื่อ วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๖ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยฝ่ายไทยยินยอมยกดินแดน
เมืองตราด ตลอดจนถึงเมือง ประจันตคีรีเขตให้แก่ฝรั่งเศส กองทหารฝรั่งเศสทั้งหมดก็เริ่มถอนออกไปจากจันทบุรีจนหมดสิ้น
เมื่อวันที่ ๑๒ มกรคม พ.ศ. ๒๔๔๗ และรัฐบาลไทยได้ย้ายกองทหารเรือ ที่เกาะจิก และที่อำเภอขลุง กลับมาตั้งอยู่ในเมืองจันทบุรีตามเดิม
รวมเวลาที่ฝรั่งเศสยึดเมืองจันทบุรี ๑๑ ปี
ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๗ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสหเทพราช
(เสง วิรยะศิริ) ปลัดทูลฉลอง กระทราวงมหาดไทยออกมาจัดการทำพิธีฉลองเมืองจันทบุรีเป็นเวลา ๓ วัน ต่อมาชาวจันทบุรีได้สร้าง
พระเจดีย์ขึ้นที่บริเวณใกล้เคียงกับป้อมไพรีพินาศ เพื่อเป็นที่ระลึกว่า ป้อมค่ายทหารแหลมสิงห์ได้เลิกล้มไป ให้อนุชนรุ่นหลังได้ทราบเรื่องราวนี้
ปี พ.ศ. ๒๔๙๙ มีการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล จึงจัดตั้งมณฑลจันทบุรีขึ้น โดยมีเมืองจันทบุรี
ระยอง และตราด อยู่ในเขตปกครอง จนถึง พ.ศ. ๒๔๗๖ ภายหลังที่เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็น ระบอบประชาธิปไตย ได้ยกเลิก
มณฑลเทศาภิบาล และจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค ออกเป็นจังหวัด และอำเภอ เมืองจันทบุรีจึงมีฐานะเป็นจังหวัดมาจนถึงปัจจุบัน
(ข้อมูลจาก http://www.chanthaburi.info)






