อำเภอพานทอง
ความเป็นมา ย้อนหลังไปเมื่อประมาณ ๒๐๐ ปีเศษ เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า พระเจ้าตากสินได้นำทหารในบังคับบัญชา ตีฝ่าวงล้อมทหารพม่าหลบหนีจากกรุงศรีอยุธยาได้ กวาดต้อนครัวเรือนรายทางมาตั้งเมือง และทหารชั่วคราวขึ้น ที่ตำบลโป่งตามุข เรียกว่า ตำบลโป่งตามุข เป็นเมืองควบคุมหัวเมืองชายทะเล
มีตัวเมืองตั้งอยู่บริเวณวัดโป่งตามุข ตำบลหนองหงษ์ ในปัจจุบัน ในสมัยนั้นมีพรานป่าคนหนึ่งชื่อ “ ทอง” เป็นชาวอยุธยาได้อพยพครอบครัว และญาติพี่น้องหนีพม่ามาตั้งภูมิลำเนาทำมาหากิน เลี้ยงชีพในทางล่าสัตว์ อยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆ ริมคลองบางปะกง (ปัจจุบันเรียกคลองพานทอง) ตรงระหว่างตำบลบ้านเก่ากับตำบล
บางนางปัจจุบัน และพร้อมกันนั้นนายพรานทอง ได้ทำหน้าที่เป็นจารชน สืบข่าวของข้าศึกถวายพระเจ้าตากสิน และได้รวบรวมกำลัง เข้าร่วมกับพระเจ้าตากสิน
กอบกู้อิสรภาพขับไล่พม่า จนกรุงศรีอยุธยาเป็นเอกราชตามเดิม เมื่อเสร็จศึกสงครามแล้วนายพรานทองจึงได้ สร้างวัดขึ้นวัดหนึ่ง ณ ริมคลองสายเดียวกัน ให้
ชื่อว่า“วัดพรานทอง” เพื่อเป็นการล้างบาปที่ตนเองมีอาชีพ ในทางล่าสัตว์ และได้อพยพครอบครัวมาประกอบอาชีพเป็นหลักเป็นฐานอยู่ในบริเวณใกล้วัดพานทองนี้
ชาวบ้านจึงเรียกหมู่บ้านนี้ว่า “บ้านพรานทอง” และเรียกคลองซึ่งแยกจากคลองบางปะกงว่า“คลองพรานทอง” แต่ด้วยเหตุที่ชาวบ้านออกเสียงควบกล้ำ ร และ ล
ไม่ชัดเจน ฉะนั้นคำว่า “วัดพรานทอง” “บ้านพรานทอง” และ “คลองพรานทอง” จึงได้เพี้ยนเป็น “วัดพานทอง” “บ้านพานทอง” และ “คลองพานทอง” ดังที่เห็นในปัจจุบัน ต่อมา เมื่อประมาณ ๗๐ ปีเศษมานี้ ประชากรได้เพิ่มจำนวนหนาแน่นมากขึ้น ซึ่งสภาพพื้นที่ของอำเภอพานทอง ในสมัยนั้น เป็นที่ราบลุ่มคล้ายท้องกระทะ เหมาะแก่การทำไร่นามีคลองธรรมชาติจากอำเภอพนัสนิคม ผ่าน หมู่บ้านท่าตะกูด หมู่บ้านพานทอง หมู่บ้านเก่าถึงแม่น้ำบางปะกง ผลผลิตทางการเกษตร จากอำเภอพนัสนิคม จะถูกขนส่งมาทางเรือในฤดูน้ำหลาก มารวมจุดพักขนถ่ายและซื้อขายที่หมู่บ้านท่าตะกูด ส่วนหน้าแล้งประชาชนส่ง ผลผลิตทางการเกษตรมา
ทางล้อเลื่อน ซึ่งมีลักษณะคล้ายเกวียน ชาวบ้านเรียกว่า “ตะกูด” และเรียกหมู่บ้าน ที่เป็นชุมชนการนี้ว่า “ท่าตะกูด” เมื่อมีประชากรมากขึ้นก็เริ่มมีโจรผู้ร้ายรบกวน ทำให้ประชาชนเดือดร้อนและ มีความจำเป็น ที่จะต้องติดต่อราชการมากขึ้น ทางราชการจึงได้ตั้ง ที่ว่าการอำเภอขึ้น โดยอาศัยบ้าน นางเชย สุอังคะ บ้านพานทอง เป็นที่ว่าการอำเภอชั่วคราวโดยทางราชการได้ปลูกสร้างเป็นโรงไม้ขึ้นและเรียกชื่อว่า “อำเภอท่าตะกูด” จนถึงปี ๒๔๕๑ จึงได้ปลูก สร้างที่ว่าการอำเภอถาวรหลังใหม่ขึ้น ณ ที่เดิม และได้เปลี่ยนชื่ออำเภอใหม่จากท่าตะกูด เป็น “อำเภอพานทอง” จนถึง พ.ศ. ๒๔๘๑ ทางราชการเห็นว่า ที่ว่าการอำเภออยู่ไกลชุมชน ประกอบกับตัวอาคาร ทรุดโทรมมากและตั้งอยู่ในที่ลุ่ม น้ำท่วมขัง จึงได้ย้ายมาสร้างอาคารใหม่เป็นอาคารไม้สองชั้นในที่ดินของนายเพิ่ม ภักดี ผู้อุทิศที่ดินให้แก่ทางราชการ หลังจากนั้นอีก ๕๖ ปี ที่ว่าการอำเภอซึ่งเป็นอาคารไม้ได้ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา และคับแคบไม่สะดวกแก่การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ และประชาชนที่ติดต่อราชการ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ นายปรีชา พรหมสุรินทร์ นายอำเภอพานทอง ได้รับงบประมาณ จากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จึงได้สร้าง ที่ว่าการอำเภอหลังใหม่เป็นอาคารคอนกรีตสองชั้น ดังที่เห็นเช่นทุกวันนี้ ประชาชนในเขตอำเภอพานทองได้ร่วมกัน บริจาคเงินสร้างสนามคอนกรีต และปรับปรุงโดยรอบที่ว่าการอำเภอ รวมทั้งจัดซื้อวัสดุ อุปกรณ์ต่างๆ และติดตั้ง เครื่องปรับอากาศทั้งหลังเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนได้อีกนานเท่านาน อาคารที่ว่าการอำเภอหลังปัจจุบันนี้ ได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ โดยนายกนก ยะสารวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธี อาคารได้สร้างเสร็จและเริ่มให้บริการประชาชน ตั้งแต่วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๓๘ และได้กระทำพิธีเปิดที่ว่า การอำเภอพานทอง ในวันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยมี ดร.ชูวงศ์ ฉายะบุตร อธิบดีกรมการปกครองเป็นประธานในพิธีมีพื้นที่ปกครองทั้งหมด ๑๗๓.๐๓๗ ตารางกิโลเมตร โดยแบ่งการปกครองออกเป็น ๒ ส่วน คือการปกครองส่วนภูมิภาคแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น ๑๑ ตำบล ๗๖ หมู่บ้าน ได้แก่
| ๑. ตำบลพานทอง ๑๐ หมู่บ้าน | Phan Thong |
| ๒. ตำบลหนองตำลึง ๙ หมู่บ้าน | Nong Tamlueng |
| ๓. ตำบลมาบโป่ง ๑๐ หมู่บ้าน | Map Pong |
| ๔. ตำบลบางนาง ๙ หมู่บ้าน | Bang Nang |
| ๕. ตำบลบ้านเก่า ๗ หมู่บ้าน | Ban Kao |
| ๖. ตำบลเกาะลอย ๙ หมู่บ้าน | Ko Loi |
| ๗. ตำบลหนองหงษ์ ๖ หมู่บ้าน | Nong Hong |
| ๘. ตำบลหนองกะขะ ๕ หมู่บ้าน | Nong Kakha |
| ๙. ตำบลหน้าประดู่ ๕ หมู่บ้าน | Na Pradu |
| ๑๐. ตำบลโคกขี้หนอน ๕ หมู่บ้าน | Khok Khi Non |
| ๑๑. ตำบลบางหัก ๔ หมู่บ้าน | Bang Hak |
ข้อมูลจาก: http://www.amphoepanthong.com/
เอกสารอ้างอิง: รัศมี ก่อพงศ์พนา. (๒๕๔๓). ชลบุรี. กรุงเทพฯ: ต้นอ้อ.

