อำเภอเกาะสีชัง

            ความเป็นมา อำเภอเกาะสีชัง เดิมมีฐานะเป็น “กิ่งอำเภอเกาะสีชัง” ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2479 โดยอยู่ในความปกครองของ อำเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรปราการ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2486 จึงได้โอนมาขึ้นอยู่ในเขตการปกครองของ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี หลังจากนั้นจึงได้รับการยกฐานะให้เป็น “อำเภอเกาะสีชัง”
ในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2537 เป็นต้นมา เกาะสีชังมีความสำคัญทั้งในแง่ประวัติศาสตร์และการเดินเรือมาเนิ่นนานแล้ว เนื่องจากมีพระมหากษัตริย์ เสด็จประพาสถึง 3 พระองค์ คือ รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 เสด็จแปรพระราชฐาน ทั้งยังเป็น สถานที่พักฟื้นตากอากาศ ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันมานาน
            ปัจจุบันที่ว่าการอำเภอเกาะสีชัง ตั้งอยู่บนถนนท่าเทววงษ์ หมู่ 5 ตำบลท่าเทววงษ์ อยู่ห่างจากตัวจังหวัด ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 35 กิโลเมตร เป็นเกาะใหญ่อยู่กลางทะเล มีพื้นที่ปกครองทั้งหมด 17.239 ตารางกิโลเมตร โดยแบ่งการปกครองออกเป็น 2 ส่วน คือการปกครองส่วนภูมิภาค แบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 1 ตำบล ๗ หมู่บ้าน คือ ตำบลท่าเทววษ์การปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วยสุขาภิบาล 1 แห่ง คือ สุขาภิบาลเกาะสีชัง และองค์การบริหาร
ส่วนตำบล (อบต.) ท่าเทววงษ์ ความหมายคำว่า “สีชีง” เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความหมายของชื่อเกาะสีชังนั้นเป็นภาษาที่หาความหมายได้ยากมากแม้แต่ปราชญ์ทางภาษาก็ได้แต่เพียงตั้งข้อสันนิษฐานถึงความหมายและที่มาของคำว่า “สีชัง” ไว้ดังนี้คำว่า “สีชังเป็นภาษาของชนชาติหนึ่งที่เป็นชนเผ่า  “ซอง” หรือ เขมร
เรียกว่า”สำแล” ซึ่งอาศัยหลัก ชาติพันธุ์วิทยาเป็นข้อสันนิษฐานโดยไม่ทราบความหมายที่แท้จริง คำว่า “สีชัง มาจากภาษาจีนคือ “ซีซัน” หมายถึง “สี่คนทำไร่”
ซึ่งมีตำนานเล่าว่ามีพ่อค้าเรือสำเภาของจีน ๔ นายล่องเรือค้าขายมาถึงเกาะแห่งหนึ่ง แต่เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายในธุรกิจการค้าจึงตั้งรกรากและหันมา
ประกอบอาชีพทำไร่ อยู่บนเกาะและต่อมาคำว่า “ซีซัน” ได้แผลงเป็น “สีชัง” คำว่า “สีชัง มาจากคำว่า “สีห์ชังฆ์” หมายถึง “แข้งสิงห์”  เนื่องจากเกาะมีรูปร่าง
คล้ายแข้งสิงห์นั่นเองคำว่า “สีชัง อีกตำนานหนึ่งเชื่อว่า มีฤาษีองค์หนึ่งเกิดเบื่อหน่ายโลกียวิสัยจึงมาพำนักและบำเพ็ญพรตบนเกาะจนมี ชื่อเสียงเป็นที่
เคารพนับถือของชาวบ้าน ต่อมาชาวบ้านได้เรียกชื่อเกาะสีชังว่า  “เกาะฤาษีชัง” อย่างไรก็ตาม  จากตำนานและเรื่องราวที่กล่าวมาข้างต้นก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่า
ความหมายและที่มาของคำว่า “สีชัง” นี้เป็นมาอย่างไรกันแน่ความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์ของเกาะสีชัง  เกาะสีชังมีความเกี่ยวพันกับพระราชวงศ์จักรีมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) เสด็จประพาสเกาะสีชังโดยเรือ “สยามอรสุมพล” และได้มีพระราชดำรัชสรรเสริญเกาะสีชังว่า “
เป็นที่อากาศดี….” ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เกาะสีชังจึงได้เป็นที่พักระหว่างทางในการเสด็จ พระราชดำเนินหัวเมือง
ฝั่งทะเลตะวันออกยิ่งไปกว่านั้นยังได้เป็น สถานที่พักฟื้นสำหรับ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖) และ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีพระวรราชเทวี (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ)ขณะทรงประชวรเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ ซึ่งในครั้งนั้นพระบาท
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมาด้วยและได้มีพระราชดำริให้สร้าง วัดอัษฎางคนิมิต ตลอดจนสร้างตึก ๓ หลังเป็นที่อาศัยของผู้ป่วยไข้
คือ ตึกวัฒนา (ตั้งอยู่ริมหาดทราย) ตึกผ่องศรี (ตึกแปดเหลี่ยม) และ ตึกอภิรมย์ (ตึกยาว) โดยก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๓๒ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่แสดงถึง
พระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อราษฎรไทย  
            นอกจากนี้เกาะสีชังยังได้เป็นสถานที่พักฟื้นจากอาการประชวรของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธออีกพระองค์หนึ่ง คือ สมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ
(พลเรือเอกสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนครราชสีมา สมเด็จพระอนุชาธิราช) เมื่อปี ๒๔๓๔ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมี
พระราชดำริให้ก่อสร้างสิ่งต่างๆ เพื่อความสุขแก่ ผู้ให้มาหลายประการ ได้แก่ สะพานอัษฎางค์ อัษฎางค์ประภาคาร เสาธงอัษฎางค์ ถนนอัษฎางค์วะนะหรือ
สวนสาธารณะ ชื่ออัษฎางควัน ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๓๕ เกาะสีชังก็ได้มีความสำคัญอย่างยิ่งอีกครั้งหนึ่งเมื่อพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จ
มาประทับที่เกาะสีชังเป็นครั้งที่ ๔ และได้ตัดสินพระทัยอันเป็นเกียรติประวัติ ที่ประวัติศาสตร์ต้องบันทึกเกี่ยวกับเกาะสีชังว่าเป็นสถานที่ที่ดีและได้ทรงเลือกเป็น
ที่ประสูติของพระเจ้าลูกยาเธอ องค์ต่อไป คือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนเพ็ชรบูรณ์ อินทราชัย หรือสมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฑาธุชธราดิลก รวมทั้งสร้างพระราชฐานให้
เสด็จทันการสมโภชเดือนและพระราชทานนามพระราชฐานตามชื่อพระนามสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์นั้น และด้วยเหตุนี้เอง พระราชฐานที่เกาะสีชังจึง
ได้ชื่อว่า “พระจุฑาธุชราชฐาน” อันประกอบด้วยพระที่นั่ง ๔ องค์ คือ พระที่นั่งโกสีย์วสุภัณฑ์ พระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ พระที่นั่งโชติรสประภาและพระที่นั่ง
เมขลามณี โดยสร้างด้วยไม้ ทั้ง ๔ องค์ นอกจากนี้ในครั้งนั้นยังได้โปรดให้สร้างตำหนักอีก ๑๔ หลัง และศาลา ๑ หลังด้วยแล้วพระราชทานชื่อ ตามชื่ออัญมณี        
            อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าเสียดายว่าการก่อสร้างต่างๆ ในพระจุฑาธุชราชฐานยังไม่ทันแล้วเสร็จก็มีเหตุการณ์สำคัญใน ประวัติศาสตร์เกิดขึ้น กล่าวคือระหว่าง
ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเกาะสีชังอีกครั้งในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ก็ได้ข่าวกรณีพิพาทไทยกับฝรั่งเศส ร.ศ. ๑๑๒
จึงต้องเสด็จกลับก่อนกำหนด และฝรั่งเศสได้ ประกาศปิดอ่าวไทยพร้อมสั่งทหารหนึ่งกองร้อยขึ้นยึด เกาะสีชัง ทำให้การก่อสร้างพระที่นั่งต่างๆ ต้องหยุดชะงัก
ลง หลังจากนั้นแม้จะได้เสด็จประพาสเกาะสีชังแต่ก็ไม่ประทับค้างแรมที่เกาะสีชังอีก และเมื่อมีการก่อสร้างพระราชวังดุสิตขึ้นที่กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๒
ก็ทรงโปรดเกล้าให้รื้อถอนไม้จากพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ที่สร้างค้างอยู่ไปสร้างเป็นพระที่นั่งทรงแปดเหลี่ยม มีปีกอาคารทรงตัวแอล ประดับไม้ฉลุบริเวณ
เชิงชายของอาคาร ซึ่งนับว่าเป็นอาคารที่สร้าง ด้วยไม้สักทองที่ใหญ่ที่สุดในโลกและพระราชทานนามว่า “พระที่นั่งวิมานเมฆ” เกาะสีชังนับว่าเป็นเกาะที่มี
ความสำคัญทางประวัติศาสตร์และมีความอัศจรรย์รวมอยู่ด้วย กล่าวคือ ๑. เกาะสีชังเคยเป็นเกาะที่เสด็จประพาสและที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินถึง ๓ พระองค์
คือ รัชกาลที่ ๔ รัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖ ๒. เกาะสีชังเคยเป็นที่ทรงบริหารพระราชกรณียกิจปกครองประเทศบ้านเมืองระยะหนึ่งในรัชกาลที่ ๕ รวมทั้ง เคยเป็นสถานที่อยู่พักอาศัยประชุมกันและดำเนินกิจการของหมู่อำมาตย์ข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่ ชั้นพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการฝ่ายหน้าฝ่ายในครั้งนั้นด้วย
๓. เกาะสีชังมีพระบรมนามาภิไธยที่ทรงจารึกด้วยพระราชหัตถ์อยู่หลายแห่ง เช่น ที่ศิลาปากถ้ำยอดเขา พระจุลจอมเกล้าซึ่งเป็นอักษรไทยและอังกฤษว่า
“ถ้ำพระจุลจอมเกล้า วันที่ ๒๔ สิงหาคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๐” เป็นต้น ๔. เกาะสีชังเคยเป็นที่ประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอชั้นเจ้าฟ้าในรัชกาลที่ ๕ คือ
สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย หรือสมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฑาธุชธราดิลก เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๓๕ และ ๕. เกาะสีชังมีพระราชวัง พระตำหนัก
ถนนหนทาง วัตถุและสถานที่ต่างๆ ที่มีพระราชนิพนธ์นามประทานไว้ อย่างไพเราะด้วยสัมผัสสอดคล้องมากมาย ทั้งนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จลงด้วยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ โดยมีพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการดำเนินการรับสนองพระบรมราชโองการอีกต่อหนึ่งอันมีจอมพลและจอมพลเรือสมเด็จพระราชปิตุลา
บรมพงษาภิมุขเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์ วรเดช หรือในพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ทรงเป็นแม่กอง ซึ่งปัจจุบันนี้ยังมีพระนามเป็น
พระอนุสรณ์ชื่อหมู่บ้านและ ท่าเรือในเกาะสีชัง เป็นต้น 

เอกสารอ้างอิง: รัศมี ก่อพงศ์พนา. (๒๕๔๓). ชลบุรี “เกาะสีชัง”. กรุงเทพฯ: ต้นอ้อ. 
ข้อมูลจาก: http://kohsichang.go.th/public/default/index/index

Scroll to Top