ประวัติศาสตร์จังหวัดนครนายก

      

ประวัติศาสตร์จังหวัดนครนายก (ตอนที่ 1)

           ตามคำบอกเล่าต่อกันมาว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยาดินแดนของนครนายกเป็นป่ารกชัฏ เป็นที่ดอนทำนาหรือทำการ
เพาะปลูกอะไรไม่ค่อยได้ผลมีไข้ป่าชุกชุม ผู้คนจึงพากันอพยพไปอยู่ที่อื่น จนกลายเป็นเมืองร้างต่อมาพระมหากษัตริย์
ทรงทราบความเดือดร้อนของชาวเมือง จึงโปรดให้ยกเลิกภาษีค่านา เพื่อจูงใจให้ชาวเมืองอยู่ที่เดิม ทำให้มีผู้คนอพยพ
มาอยู่เพิ่มมากขึ้นจนเป็นชุมชนใหญ่และเรียก เมืองนี้จนติดปากว่าเมืองนา-ยกภายหลังจึงกลายเป็นนครนายกจนทุกวันนี้
แต่นั่นเป็นเพียงเรื่องราวโดยย่อเท่านั้น มีการพบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในเขตจังหวัดนครนายก ตั้งแต่
สมัยก่อนประวัติศาสตร์เมื่อหลายพันปีมาแล้ว

เขาใหญ่ khaoyaizone นครนายก

          จากการสำรวจขุดค้นทางโบราณคดีที่บ้านห้วยกรวด ตำบลเขาเพิ่ม อำเภอบ้านนา พบโกลนขึ้นรูปขวานหินทั้งแบบ
มีบ่าและไม่มีบ่า
ขวานหินขัด สะเก็ดหิน เศษภาชนะดินเผา เครื่องปั้นดินเผาขนาดเล้ก หินลับและลูกปัดที่บ้านเขาเพิ่ม
ตำบลเขาเพิ่มอำเภอบ้านนา
พบเครื่องมือหินขัด พบเครื่องมือหินขัดจำนวนมาก กำไลหิน ขวานสำริด มี บ้อง และหินลับ
บริเวณริมคลองบ้านนาพบหลักฐานโบราณคดีในบ่อดูดทราย เป็นขวานหินขัดประมาณ ๒๐๐ ชิ้น และขวานสำริด ๒ ชิ้น
เครื่องมือหินขัดมีสองแบบคือ แบบมีบ่า และแบบไม่มีบ่า ส่วนโครงกระดูกของเจ้าของเครื่องมือเครื่องใช้ดังกล่าว พบระหว่าง
การดูดทรายเช่นกัน

        ตามหลักฐานทางโบราณคดีแสดงว่า เมื่อประมาณ ๓,๐๐๐-๕,๐๐๐  ปีมาแล้ว มนุษย์กลุ่มหนึ่งได้เคลื่อนย้ายมาอาศัยอยู่
ที่บริเวณริมคลองบ้านนา ซึ่งเป็นการตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่ราบริมน้ำ เป็นชุมชนเกษตรกรรมที่คนในยุคนั้นเรียนรู้การเพาะปลูก
กลุ่มคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์กลุ่มนี้ มีความสัมพันธ์กับกลุ่มคนบริเวณเขาเพิ่ม และบริเวณบ้านห้วยกรวด อาจมีการติดต่อกับ
แหล่งโบราณคดีบึงไผ่ดำ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา และแหล่งโบราณคดีบ้านโคกพนบดี โคกพุทธา
อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี กลุ่มชนกลุ่มนี้ได้อาศัยอยู่ต่อเนื่องกันมาจนถึงสมัยประวัติศาสตร์

         เมื่อประมาณพุทธสตวรรษที่ ๑๓-๑๔ มีคนอีกกลุ่มหนึ่งอพยพลงมาสู่พื้นที่ราบลุ่มบริเวณตำบลดงละคร อำเภอเมืองฯ
หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าเมืองลับแล เป็นชุมชนโบราณที่ตั้งอยู่ห่างจากเมืองนครนายกปัจจุบัน ไปทางทิศใต้ประมาณ ๓ กิโลเมตร

เขาใหญ่ khaoyaizone นครนายก

        เมืองโบราณดงละคร  ลักษณะเมืองเป็นรูปกลมรี  ตั้งอยู่บนเนินสูง ประมาณ ๑๐-๑๕ เมตร มีคูน้ำคันดิน
ล้อมรอบขนาดประมาณ ๕๕๐ x ๖๕๐ เมตร 
มีประตูทั้งสี่ทิศ พื้นที่รอบๆ สูงประมาณ ๓ เมตรจากระดับน้ำทะเล
เป็นพื้นที่เนินใหญ่สามารถรองรับการตั้งถิ่นฐาน และการขยายตัวของชุมชน คูเมือง 
กว้าง ๔๐-๕๐
 เมตร
ลึก ๑๐ -๑๕ เมตร การขุดคูเมืองแสดงถึงการรู้ระบบเก็บกักน้ำ และชักน้ำเข้าแนวคูนำมาใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะ
แนวลำน้ำโบราณ ที่ผ่านทางตะวันออก และตะวันตก ของดงละครนั้นให้ประโยชน์เพียงพอแก่การเกษตรกรรม
และการคมนาคม

   เขาใหญ่ khaoyaizone นครนายก

         ชื่อเมืองโบราณดงละครนั้น สันนิษฐานว่ามาจาก คำว่า ดงนคร หมายถึง ป่ารกร้างที่เคยเป็นเมืองมาก่อน
มีร่องรอยสิ่งก่อสร้าง
คูน้ำคันดินไว้ป้องกันข้าศึกต่อมาเมื่อมีศึกใหญ่ ผู้คนได้อพยพทิ้งเมืองไป ทิ้งข้าวของเครื่องใช้ไว้

         โบราณสถานและโบราณวัตถุที่พบ โดยเฉพาะทางทิศตะวันออก พบเศษเครื่องปั้นดินเผา เครื่องถ้วยเปอร์เซีย
ที่ชุมชนโบราณที่บ้านโคกกระโดน อำเภอปากพลี อยู่ห่างจากตัวเมืองนครนายกประมาณ ๘ กิโลเมตร แสดงว่า
เมืองโบราณดงละครได้ติดต่อสัมพันธ์การค้ากับจีน และเปอร์เซีย นอกจากนั้นสันนิษฐานว่า บนฝั่งตะวันตกของ
คลองปากพลี ก็เป็นแหล่งโบราณคดีที่มีอายุร่วมสมัยกับเมืองโบราณดงละคร เมืองโบราณศรีมโหสถ อำเภอโคกปีบ
จังหวัดปราจีนบุรี และเมืองโบราณพระรถ อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี 
ตามหลักฐานทางโบราณคดีสรุปได้ว่า
เมืองดงละคร ตั้งอยู่ไม่ไกลจากชายฝั่งทะเล สามารถติดต่อกับชุมชนใกล้เคียงทางน้ำสายเล็กๆ ผ่านแม่น้ำบางปะกง
แล้วออกสู่ทะเล มีพัฒนาการและมีอายุร่วมสมัยกับเมืองโบราณอื่นๆ ในลุ่มแม่น้ำดังกล่าว โดยติดต่อสัมพันธ์กับ
เมืองเหล่านั้นมาตั้งแต่สมัยทวารวดี หรือก่อนนั้น เช่น ชุมชนกลุ่มเครื่องเคลือบตามเตาเผาบุรีรัมย์ เมื่อประมาณ
พุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๙ นำวัตถุดิบจากลพบุรีมาหลอมทำสำริดที่เมืองโบราณดงละคร และติดต่อรับเอาพุทธศาสนา
จากอินเดีย โดยได้พบพระพุทธรูปสำริดศิลปะอินเดีย มีอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ ซึ่งพ่อค้าหรือ
ผู้เผยแผ่ศาสนาจากอินเดีย นำเข้ามา นอกจากนั้นยังพบเขตสังฆกรรมที่บริเวณตะวันตกนอกเมืองโบราณดงละคร
โดยใช้หินทรายปักเป็นเขตแบบใบเสมา

          ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๘ มีชุมชนที่กระจายอยู่บริเวณใกล้เคียง มีการติดต่อกับเมืองโบราณดงละคร ได้แก่
ชุมชนบริเวณแม่น้ำนครนายก บ้านพรหมณี อำเภอเมืองฯ ห่างจากตัวเมืองไปทางเหนือประมาณ ๑๕ กิโลเมตร
ชุมชนบริเวณวัดท่าแดง ริมคลองท่าแดงตำบลเกาะหวาย อำเภอปากพลี อยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
ประมาณ ๘ กิโลเมตร และห่างจากแม่น้ำนครนายกไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๓ กิโลเมตร

          เมืองนครนายกเป็นเมืองโบราณที่มีอายุสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน ตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำนครนายก ห่างจากเมืองดงละคร
มาทางเหนือประมาณ ๑๐ กิโลเมตร มีร่องรอยปรากฏดังนี้ 
กำแพงเมืองทั้งสามด้าน คือ ด้านตะวันออก ด้านตะวันตกและ
ด้านเหนือไม่มีด้านใต้ อาจเป็นเพราะใช้แม่น้ำนครนายกเป็นปราการธรรมชาติแนวกำแพงเมืองเริ่มจากแม่น้ำนครนายก
ที่วัดโพธินายกไปจรดแม่น้ำนครนายกทางเหนือที่วัดศรีเมือง กำแพงเมืองมีสองชั้น ชั้นนอกเป็นกำแพงดิน ชั้นในเป็นกำแพงอิฐ
พื้นที่ภายในเมืองประมาณ ๒๐๐ ไร่

 เขาใหญ่ khaoyaizone นครนายก

        คูเมือง  เป็นคูที่ขุดเชื่อมต่อยาวในแนวตะวันออกถึงตะวันตก ขนานกับแม่น้ำนครนายก ปลายคูทั้งสองข้างคดเคี้ยว
เบนเข้าเชื่อม
กับคุ้งน้ำนครนายก ในบริเวณที่เป็นโค้งแม่น้ำอ้อม ทำให้เมืองนครนายกโบราณมีสภาพเป็นเกาะขนาดใหญ่
ที่มีคุ้งแม่น้ำโอบล้อมทาง
ด้านทิศใต้และทิศตะวันตก ส่วนทางทิศเหนือ และทิศตะวันออกอาศัยคูน้ำที่ขุดขึ้น

ที่มาของชื่อเมืองนครนายก  มีที่มาแตกต่างกันคือ 
        การยกค่านา  มีคำบอกเล่าสืบต่อกันมาว่า ชื่อเมืองนครนายกมาจากนโยบายของพระเจ้าแผ่นดินในอดีต ที่ทรง
สนับสนุนให้ราษฎรเข้ามาหักร้างถางพง บริเวณที่รกร้างว่างเปล่า แล้วโปรดเกล้า ฯ ให้ยกเว้นการเก็บอากรค่านา
จึงเรียกเมืองนี้ว่า เมืองนายกภายหลังเปลี่ยนเป็น นครนายก 
มาจากคำว่า สมุหนายก  เนื่องจากในสมัยอยุธยา
เมืองนี้อยู่ในการควบคุมของสมุหนายก มาจากคำขอมโบราณว่า โกระยก  หมายถึง แผ่นดินที่หาเอามา เมื่อนานเข้า
คำดังกล่าวได้เพี้ยนเป็นนครนายก 
มาจากบ้านนา  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริว่า เป็นชื่อที่เขมร
ตั้งสำหรับบ้านนา และยังมีพระราชกระแสว่า
ชื่อนครนายกเป็นคำมาจากภาษาสันสกฤต

        นครนายกในประวัติศาสตร์ เป็นเมืองหน้าด่านทางทิศตะวันออกในสมัยอยุธยาตอนต้น ในปี พ.ศ. ๒๐๙๑ เมื่อไทย
ทำสงคราม
กับพม่าในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระองค์ได้โปรดเกล้า ฯ ให้รื้อกำแพงเมืองหน้าด่านออก
ทั้งสามเมืองคือ เมืองสุพรรณบุรี 
เมืองลพบุรี และเมืองนครนายก เพื่อป้องกันพม่ามาใช้ประโยชน์

เขาใหญ่ khaoyaizone นครนายก
แผนที่แสดงอาณาเขตการปกครองสมัยกรุงศรีอยุธยา

        เมืองนครนายกเป็นเมืองหน้าด่านทางด้านทิศตะวันออก มาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น โดยมีเมืองพระประแดง
เมืองสุพรรณบุรีและเมืองลพบุรี เป็นเมืองหน้าด่านทางด้านทิศใต้ ทิศตะวันตก และทิศเหนือตามลำดับ การปกครองเมือง
ดังกล่าวเป็นแบบเมืองลูกหลวงซึ่งได้ปฏิบัติกันมาจนยกเลิกไปในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ จากนั้นได้มีการแบ่ง
เมืองเป็นชั้นๆ แทนโดยที่เมืองที่ตั้งอยู่รอบๆ ราชธานีจะเป็นเมืองชั้นจัตวา ขึ้นกับเจ้ากระทรวงต่างๆ ในราชธานี หัวเมือง
นอกจากนี้จัดเป็นเมืองพระยามหานครเป็นเมืองชั้นเอก ชั้นโท ชั้นตรี ต่อมาเรียกว่าหัวเมืองชั้นนอก และต่อมาในรัชสมัย
พระเพทราชา ได้แบ่งหัวเมืองฝ่ายเหนือไปขึ้นกับสมุหนายก หัวเมืองฝ่ายใต้ไปขึ้นกับสมุหกลาโหมผลการจัดระบบดังกล่าว
เมืองนครนายกถูกจัดเป็นเมืองจัตวา (เมืองชั้น๔) ขึ้นกับราชธานี ดังที่มีระบุไว้ในพระไอยการตำแหน่งนาทหารหัวเมือง
และขึ้นสังกัดสมุหนายกหรือกรมมหาดไทย เมื่อแบ่งเขตการปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้

         เมืองบนเส้นทางยุทธศาสตร์  เมืองนครนายกเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ในการติดต่อทางบก ระหว่างอาณาจักรใน
ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา กับหัวเมืองทางตะวันออก ตะวันออกเฉียงเหนือและอาณาจักรกัมพูชา เนื่องจากนครนายกเป็นเขต
ที่ราบติดต่อระหว่างลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา กับแม่น้ำบางปะกง เป็นเส้นทางบกที่สะดวกกว่าทางบกสายอื่น ชาวเขมรอาศัย
เส้นทางนี้เป็นเส้นทางเดินทัพมากรุงศรีอยุธยา

 เขาใหญ่ khaoyaizone นครนายก
แผนที่อาณาจักรอยุธยาและอาณาจักรเขมร

        ปี พ.ศ. ๒๐๗๕ ในรัชสมัยพระมหาจักรพรรดิ (ช่วงเปลี่ยนแผ่นดินจากพระชัย ราชามาเป็นพระเทียรราชา หรือ
พระมหาจักรพรรดิ) กรุงหงสาวดีได้ยกทัพมาตี ไทย ฝ่ายเขมร พระยาละแวก เห็นได้ทีจึงยกทัพเข้ามาทาง
ปราจีนบุรีกวาดต้อนผู้คน กลับไปเขมรจำนวนมาก 
หลังจากพม่ายกทัพกลับไปสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
ทรงพิโรธมาก จึงทรงรับสั่งให้ยกทัพไปถึงเมืองพระตะบองและละแวก พระยาละแวก
เห็นท่าจะแพ้ในการศึก
จึงมีราชสาสน์มากราบทูลพระมหาจักรพรรดิ จับใจความได้ ว่า “ข้าพระองค์ผู้ปกครองกัมพูชา มิได้เกรง
พระบรมเดชานุภาพที่ไปกวาดต้อน คนจากปราจีนบุรี ขออย่าทรงพิโรธยกทัพมาตีเมือง ข้าพเจ้าจะนำ
เครื่องราชบรรณา การมาถวาย
และเป็นข้าพระบาทตราบชั่วกัลปวสาน”   

        หลังจากนั้น ๓ วันพระยา ละแวกได้นำเครื่องราชบรรณาการพร้อมด้วยนักพระสุโทและนักพระสุทัน
เป็นราชบุต มาเข้าเฝ้า
ทางพระมหาจักรพรรดิก็ทรงคลายพิโรธและขอนำโอรสทั้งสองไปเลี้ยงดู พระยาละแวก
ก็ยอมจากนั้นก็กวาดต้อนคนชาวปราจีนบุรี
กลับคืนมาฝั่งไทย ต่อมาไม่นานญวณได้ยึดเมืองละแวก ไทยจึง
ส่งกองทัพไปช่วยเพื่อตีเมืองคืนแต่ทำไม่สำเร็จ

        ปี พ.ศ. ๒๑๑๓ รัชสมัยพระมหาธรรมราชา หลังจากที่ไทยเสียกรุงให้แก่พม่าเพียงปีเดียว พระยาละแวก
จากเขมรได้ถือโอกาสเข้ามาปล้นและตีเมืองนครนา-ยก (ทั้งที่ เคยให้สัจจะว่าจะขอเป็นข้าพระบาทกษัตริย์ไทย
ชั่วกัลปาวสาน) พระมหาธรรมราชา
จึงทรงรับสั่งให้ยกทัพไปปราบ ให้ทหารนำปืนจ่ารงค์ยิงไปถูกพระจำปาธิราช
ของเขมรตายคาที่บนคอช้าง ทัพของเขมรถอยกลับไป

        แต่ก็ย้อนกลับมาปล้นเมืองอีกหลายครั้ง นอกจากนี้พระยาละแวกยังนำทัพมากวาดต้อนผู้คนแถวจันทรบุรี ระยอง
ฉะเชิงเทรากลับไป
เขมรจำนวนมากด้วยความคดในข้องอในกระดูกพระยาละแวกได้ยก ทัพมาถึงปากน้ำพระประแดง
โจมตีเมืองธนบุรีจับชาวเมืองธนบุรี
และนนทบุรีเป็น เชลยจำนวนมาก เลยได้ใจรวบรวมคนหมายจะตีกรุงศรีอยุธยา
แต่งทัพเรือ ๓๐ ลำเข้าปล้นบ้านนายก่าย แต่โชคไม่ดีถูกปืนใหญ่ของไทยยิงตายเป็นจำนวนมาก ฝ่ายเขมรแตกทัพ
หนีกลับไปทางพระประแดง (หนีไม่หนีเปล่ายังกวาดต้อนผู้คน
แถวสาครบุรีกลับไปอีกด้วย)

        ในปี พ.ศ. ๒๑๒๙ พระยาละแวกเจ้าเมืองเขมรเห็นว่าไทยกำลังสู้ศึกหงสาวดีอยู่ จึงฉวยโอกาสยกทัพเข้ามาตี
เมืองปราจีน และเมืองนครนายก เพื่อกวาดต้อนผู้คนและปล้นทรัพย์สิน ขุนด่านหาญ  ผู้ดูแลเขตแดนประจำเมืองหน้าด่าน
บุตรของขุนพิจิตร ไพรสณฑ์ ซึ่งเป็นนายด่านและหัวหน้าหมู่บ้านทางทิศตะวันออก แขวงเมืองนครนายก เมื่อบิดา
ถึงแก่กรรมแล้ว นายหาญได้เข้ารับ
หน้าที่สืบต่อจากบิดาโดยได้รับพระราชทาน บรรดาศักดิ์ว่า ขุนพิทักษ์ไพรวัน
ผู้นี้รีบแจ้งข่าวไปยังกรุงศรีอยุธยา และรวมกำลัง
ผู้คนดักซุ่มโจมตีทัพพระยาละแวกไม่ให้ผ่านไปโดยง่าย แม้ว่าจะ
มีกำลังน้อยกว่าแต่ก็ทำให้กองทัพพระยาละแวกได้รับความเสียหายมิใช่ น้อย จนในที่สุดกรุงศรีอยุธยาส่งกำลังมาช่วย
สมเด็จพระนเรศวรทรงตรัสว่า “พระยาละแวกตบัตสัตย์อีกแล้วจึงต้องยกไปปราบให้ราบคราบ” ผลการศึกกองทัพไทย
ไล่ตีเขมรไปจนสุดชายแดน ทหารเขมรล้มตายจำนวนมาก

 

 เขาใหญ่ khaoyaizone นครนายก
เจ้าพ่อขุนด่าน (ขุนพิทักษ์ไพรวัน)

        ปี พ.ศ. ๒๑๓๒ หลังจากสมเด็จพระนเรศวรครองราชย์ ทรง ปรึกษาข้าราชการว่ากษัตริย์เขมรมีใจคิดไม่ซื่อเหมือน
พระยาละแวก ชอบซ้ำเติมไทยในยามศึกกับพม่า จึงทรงมีพระราชดำริที่จะยกทัพไปแก้แค้นเอาโลหิตมาล้างพระบาต
ทรงจัดกองทัพให้ไปตีเมืองปัตบอง เมืองโพธิสัตว์ แล้วเข้าล้อมเมืองละแวกเอาไว้ ทรงล้อมเมืองนานถึง ๓ เดือนยังตีไม่ได้
เสบียงอาหารเริ่มลดน้อยลงจึงทรงรับสั่งให้ยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยาไปก่อน แล้วจะเตรียมการมาตีในภายหน้า

เขาใหญ่ khaoyaizone นครนายก
มเด็จพระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพ

        ในปี พ.ศ. ๒๑๓๕ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้รับประสบการณ์จากการยกทัพไปตีเขมรเป็นครั้งแรก ได้ประสบปัญหา
ขาดแคลนเสบียงอาหาร จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้พระยานครนายก พระยาปราจีนบุรี พระวิเศษ เมืองฉะเชิงเทรา และ
พระสระบุรี มีพระยานครนายกเป็นแม่กอง คุมพลหนึ่งหมื่นออกไปตั้งค่ายปลูกยุ้งฉางถ่ายลำเลียงไว้ที่ค่ายพระทำนบ
เพื่อเป็นเสบียงในการเข้าตีเมืองละแวก และ
ได้โปรดเกล้าฯ ให้ยกทัพออกไปทางพระจารึก ทรงยกทัพไปตีเขมรอีก
โดยครั้งนี้สามารถยกทัพตีได้สำเร็จ ในปี พ.ศ. ๒๑๓๖

        ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  เมื่อปี พ.ศ. ๒๒๐๓ ทรงยกทัพไปช่วยเชียงใหม่ ปรากฏว่าเมืองนครนายก
ได้ทำหน้าที่
เกียกกายในกองทัพ มีพระยาสีหราชเดโชชัย และพระยาท้ายน้ำเป็นนายกอง ในรัชสมัยสมเด็จ
พระเพทราชา 
(พ.ศ. ๒๒๓๑-๒๒๔๖) เจ้าฟ้าเมืองหลวงพระบาง ได้เข้ามารุกรานพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตแห่งล้านช้าง
พระยานครนายกได้รับ
แต่งตั้งให้เป็นเกียกกาย มีพระยานครราชสีมาเป็นแม่ทัพไประงับศึก

 เขาใหญ่ khaoyaizone นครนายก
พระเพทราชา

        ในต้นรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา เกิดกบฏธรรมเถียร มีสาเหตุจากปัญหาการแย่งชิงราชสมบัติ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่
ปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กบฏครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นที่เขตเมืองนครนายก โดยธรรมเถียร ข้าหลวงเดิมของ
เจ้าฟ้าอภัยทศผู้ถูกสำเร็จโทษเนื่องจากการแย่งชิงราชสมบัติ ได้อ้างตัวเองเป็นเจ้าฟ้าอภัยทศโดยติดไฝที่ใบหน้า
ให้เหมือน แล้วซ่องสุมผู้คนถึงแขวงสระบุรี เมืองลพบุรี และแขวงขุนนคร ได้สมัครพรรคพวกเป็นจำนวนมาก
สุดท้ายถูกจับกุม ธรรมเถียรและพรรคพวกต้นคิดถูกประหารชีวิตเป็นจำนวนมาก ที่เหลือนอกนั้นถูกจำใส่เรือนตรุ
และส่งไปตะพุ่นหญ้าช้างเป็นจำนวนมาก ที่หนีการจับกุมเข้าป่าไปก็มาก เป็นผลให้แขวงเมืองสระบุรี เมืองลพบุรี
และแขวงขุนนคร ร้างไปหลายตำบล…

ข้อมูลจาก: khaoyaizone.com

Scroll to Top