ประวัติศาสตร์จังหวัดตราด

        ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์จากแผนที่สมัยกรุงศรีอยุธยาซึ่งไม่แน่ชัดว่า จังหวัดตราดเป็นเมืองมาแต่เมื่อใด
เพียงมีชื่อว่า “บ้านบางพระ” ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ (พ.ศ. ๑๙๙๑-๒๐๓๑) นั้นได้มีการจัดแบ่งบริหาร
ราชการแผ่นดินออกเป็น ๒ ส่วนคือ ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยส่วนกลางจัดแบ่งเป็น ๒ ฝ่ายคือ ฝ่ายทหาร มี
สมุหพระกลาโหมเป็น ผู้บังคับบัญชา และฝ่ายพลเรือนมีสมุหนายกเป็นผู้บังคับบัญชา สำหรับพลเรือนได้จัดแบ่ง
รูปการบริหารออกเป็นจตุสดมภ์ (มีรูปเป็นกระทรวง) คือ นครบาลบดี ทำหน้าที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง
เกษตราธิบดี ทำหน้าที่เกี่ยวกับการทำมาหากินของราษฎร โกษาธิบดี ทำหน้าที่เกี่ยวกับกิจการคลังและกิจการ
ต่างประเทศ และธรรมาธิบดีหรือธรรมาธิกรณ์ ทำหน้าที่เกี่ยวกับราชการภายในพระบรมมหาราชวังและการพิจารณาคดีความ

        สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. ๒๑๗๘) ได้มีการแบ่งหัวเมืองต่างๆ ในราชอาณาจักรเป็นเมืองเอก โท ตรี
และจัตวา ซึ่งเป็นเมืองชั้นในและชั้นกลาง โดยได้จัดแยกออกเป็น ๓ ส่วนคือ หัวเมืองขึ้นเจ้าพระยาจักรีใช้ตราราชสีห์
หัวเมืองขึ้นเจ้าพระยามหาเสนาบดีใช้ตราคชสีห์ และหัวเมืองขึ้นเจ้าพระยาศรีธรรมราชเดโชชาติ ใช้ตราบัวแก้ว ซึ่งใน
ทำเนียบหัวเมืองในสมัยนั้น มีชื่อ “ตราด” ปรากฏอยู่ว่าเป็นหัวเมืองขึ้นต่อเจ้าพระยาศรีธรรมราชเดโชชาติด้วยเมืองหนึ่ง
จากหลักฐานนี้อาจแสดงให้เห็นเป็นเบื้องต้นได้ว่า เมืองตราดซึ่งเป็นหัวเมืองชายทะเลนั้น สังกัดอยู่ในฝ่ายการต่างประเทศ
ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการคลังด้วย

        ในด้านการบริหารส่วนภูมิภาค ได้จัดแบ่งหัวเมืองต่างๆ ออกเป็นหัวเมืองเอก โท ตรี และจัตวา มีผู้ว่าราชการเมืองซึ่ง
พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งให้ไปควบคุมดูแล จากหลักฐานที่หลวงวิจิตรวาทการรวบรวมไว้นี้ ปรากฏว่ามีชื่อ “ตราด”
เป็นหัวเมืองขึ้นตรงต่อโกษาธิบดี ซึ่งหลักฐานนี้ปรากฏตรงกันกับหลักฐานที่พระบริหารเทพธานีอ้างไว้ แสดงให้เห็นว่า
“ตราด” น่าจะเป็นเมืองเก่าแก่มากกว่า ๓๐๐ ปีเมืองหนึ่ง ซึ่งอย่างน้อยที่สุดจะต้องเป็นชื่อที่ปรากฏในทำเนียบหัวเมือง
มาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองนั้นแล้ว

        จากหลักฐานนี้ต่อมายังไม่ปรากฏเรื่องราวของเมืองตราดอยู่ในเอกสารใดๆ อีก จนกระทั่งถึงสมัยอยุธยาตอนปลาย
ซึ่งเป็นระยะที่กำลังเกิดกลียุคขึ้น เพราะใกล้เสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่า

        ในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ปีเดียวกันกับที่กรุงศรีอยุธยาเกิดความคับขันในบ้านเมือง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในสมัย
ที่เป็นนายทัพอยู่ในกรุงศรีอยุธยานั้น เห็นว่า กองทัพไทยอ่อนกำลังลงและไม่มีทางที่จะต่อสู้กองทัพพม่าที่ล้อมไว้ได้แล้ว
จึงได้รวบรวมไพร่พลตีฝ่าลงล้อมออกมาได้ และได้รวบรวมไพร่พลจำนวนหนึ่งทางทิศตะวันออก โดยได้ยกกำลังเข้ามาถึง
เมืองตราด

    หลังจากพระเจ้าตากตีเมืองจันทบุรีได้แล้ว (เมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๗ ปีกุน พ.ศ. ๒๓๑๐) ก็ได้เกลี้ยกล่อมผู้คนให้กลับคืนมา
ยังภูมิลำเนาเดิม…ครั้นเห็นว่าเมืองจันทบุรีเรียบร้อยอย่างเดิม จึงยกกองทัพลงเรือไปยังเมืองตราด พวกกรมการและราษฎร
ก็พากันเกรงกลัว ยอมอ่อนน้อมโดยดีทั่วทั้งเมือง และขณะนั้นมีสำเภาจีนมาทอดอยู่ที่ปากน้ำเมืองตราดหลายลำพระเจ้าตาก
ให้เรียกนายเรือมาเฝ้า พวกจีนขัดขืนแล้วกลับยิงเอาข้าหลวง พระเจ้าตากทราบก็ลงเรือที่นั่งคุมเรือรบลงไปล้อมสำเภาไว้
แล้วบอกให้พวกจีนมาอ่อนน้อมโดยดีพวกจีนก็หาฟังไม่ กลับเอาปืนใหญ่น้อยระดมยิง รบกันอยู่ครึ่งวันพระเจ้าตากก็ตีได้
เรือสำเภาจีนทั้งหมดได้ทรัพย์สิ่งของเป็นของกองทัพเป็นอันมาก พระเจ้าตาก จัดการเมืองตราดเรียบร้อยแล้วก็กลับขึ้นมา
ตั้งอยู่ณ เมืองจันทบุรี

        เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ขึ้นครองราชสมบัติแล้ว ในปี พ.ศ. ๒๓๑๓ เขมรยกทัพมาตีเมืองตราดซึ่งเป็นระยะที่
พระเจ้ากรุงธนบุรีกำลังยกทัพไปตีเชียงใหม่ แต่ในที่สุดทัพเขมรก็ถูกตีพ่ายไป

        ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๑๔ กองทัพเขมรก็ยกทัพมาตีเมืองตราดอีก นักพระโสตเป็นใหญ่ในเมืองเปียมมีคุณแก่
พระนารายณ์ราชาแต่ยังชื่อนักองตนมาแต่ก่อน นักองตนยอมเป็นบุตรเลี้ยง ครั้นนักองตนมีไชยชนะพระรามราชา
ได้เป็นใหญ่แต่ผู้เดียวแล้วนักพระโสตทัตก็มีความกำเริบ เกณฑ์ไพร่พลแขวงเมืองบันทายมาศและเมืองกรังเป็น
กองทัพมาตีเมืองตราดเมืองจันทบุรีกวาดต้อนเอาครอบครัวไปเป็นอันมาก เจ้ากรุงธนบุรีทรงพระพิโรธจึงดำรัสให้
จัดกองทัพบก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (คือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) เวลานั้นดำรงพระยศเป็น
เจ้าพระยาจักรี ได้เป็นแม่ทัพยกไปทางเมืองปราจีนบุรีการยกไปตีเขมรของเจ้าพระยาจักรีในครั้งนี้ ปรากฏว่าได้
ตามตีเขมรต่อไปจนได้เมืองบันทายมาศบริบูรณ์ และบาพนมอีกด้วย สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้รวบรวมผู้คน
ในเมืองตราดได้อย่างสิ้นเชิง โดยพระองค์ ได้ปราบพวกจีนที่ขัดขืนสำเร็จ แต่ไม่แน่ชัดว่าพระองค์ตั้งทัพอยู่ที่ใดตอนหนึ่ง
ของประวัติศาสตร์ช่วงนี้เองสันนิษฐานว่า กองทัพของพระเจ้ากรุงธนบุรีพักไพร่พลอยู่ที่วัดโยธานิมิต (วัดโบสถ์) และเพื่อ
เป็นการเทอดพระเกียรติแด่อดีตพระมหากษัตราธิราช ทางราชการได้ประกาศยกย่องวัดโยธานิมิตเป็นพระอารามหลวง
ชั้นตรี ชนิดสามัญ

ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๓ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันและเป็นพระอารามหลวงวัดเดียวในจังหวัด นับว่าใช้อุโบสถเก่าของวัดนี้
เป็นที่ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ของบรรดาข้าราชการในอดีต และมีการขึ้นบัญชีเป็นพระอุโบสถเก่าโบราณสถานด้วย
เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี
ในปี พ.ศ. ๒๓๒๕ มีการแบ่งหัวเมืองต่างๆ ในพระราชอาณาจักรใหม่ขึ้นต่อฝ่ายต่างๆ เมืองตราดเป็นเมืองหนึ่งซึ่งขึ้นตรงต่อ
“กรมท่า”

    หัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตกขึ้นต่อกรมท่า ๑๙ เมือง กรมมหาดไทยรวม ๒๐ เมือง กับเมืองขึ้นมหาดไทยยังคงเมืองขึ้น
กรมท่าอีก ๘ เมือง คือ เมืองนนทบุรี ๑ เมืองสมุทรปราการ ๑ เมือง สาครบุรี ๑ เมืองชลบุรี ๑ เมืองบางละมุง ๑ เมืองระยอง ๑
เมืองจันทบุรี ๑ เมืองตราด ๑

    แสดงให้เห็นว่าเมืองตราดยังคงสังกัดอยู่กับฝ่ายกิจการต่างประเทศและการคลัง ในฐานะเป็นหัวเมืองฝั่งทะเลและเมืองท่า
แห่งหนึ่งอยู่ดังเช่นที่ปรากฏมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยมิได้เปลี่ยนแปลงแต่ประการใด

ในรัชสมัยนี้เอง องเชียงสือ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงชุบเลี้ยงไว้ได้หลบหนีกลับไปยัง
ประเทศญวนเพื่อเอาเมืองคืนในปี พ.ศ. ๒๓๒๘ ในการไปขององเชียงสือนี้ปรากฏว่าได้หลบหนีมาอยู่ที่”เกาะกูด”
ในเมืองตราดเป็นเวลานานถึง ๒ ปีมีความอดอยากมากทางกรุงเทพฯ จึงต้องส่งเสบียงไปช่วยเหลือในปี พ.ศ. ๒๓๓๐
ในรัชกาลสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นระยะที่มีราชการทัพเกี่ยวกับญวน ลาว และเขมรติดต่อกันเป็นระยะยาวปรากฏ
หลักฐานว่าเมืองตราดได้เข้าร่วมกับราชการทัพนี้ตลอดเวลา มีเหตุการณ์เกี่ยวกับวีรกรรมของทางเมืองตราดปรากฏอยู่
ด้วยมากมาย

    ในปี พ.ศ. ๒๓๖๙ เมื่อเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์เป็นกบฏ ยกทัพเข้ามาทางนครราชสีมานั้นได้โปรดเกล้าฯ ให้
พระยาราชนิกูล ๑ พระยารามกำแหง ๑ พระราชวังเมือง ๑ พระยาจันทบุรี ๑ คุมกองทัพเมืองจันทบุรี เมืองระยอง
เมืองตราด พลหัวเมืองฝ่ายทะเลตะวันออกห้าพัน ขึ้นไปทาง พระตะบองบ้าง ทางเมืองสุรินทร์เมืองสังขะบ้าง
เกณฑ์เขมรป่าดงไปด้วยห้าพันให้ยกทัพไปตีเจ้าราชบุตร ณเมืองนครจำปาศักดิ์ แล้วให้เป็นทัพกระหนาบทั้ง
ฝ่ายทางตะวันออกคือทัพพระยาราชสุภาวดี (สิง) ด้วย

 ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๗๖ เกิดจราจลขึ้นในเมืองญวน ทางหัวเมืองต่างๆ ครั้งนั้นกรมการเมืองพระตะบอง เมืองเสียมราฐ
เมืองจันทบุรีเมืองตราด ต่างพากันแต่งขุนหมื่นกับไพร่ไปสืบราชการที่เมืองเขมรและเมืองญวนต่าง ๆ นั้นสืบได้ข้อราชการ
เมืองญวนมาทั้งสี่เมืองๆ จึงมีใบบอกกิจการบ้านเมืองเข้ามายังกรุงเทพฯ ข้อความในใบบอกทั้งสี่หัวเมืองนั้นต้องกัน ครั้งนั้นมี
พวกจีนลูกค้าที่อยู่ ณ เมืองไซ่ง่อนและเมืองล่องโห้ ซึ่งเป็นหัวเมืองขึ้นฝ่ายญวน พวกจีนในเมืองทั้งสองตำบลมีข้าศึกที่เกิด
จราจลขึ้นในเมืองไซ่ง่อนหนีเข้ามาอาศัยอยู่ที่เมืองตราดบ้าง เมืองจันทบุรีบ้าง กรมการเมือง ทั้งสองเมืองบอกส่งพวกจีน
ที่หนีมาแต่เมืองญวนนั้นเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ เจ้าพระยาพระคลัง เสนบดีให้ล่ามพนักงานไต่ถามพวกจีนเหล่านั้นๆ ให้การ
ต้องคำกันทุกคน และคำให้การพวกจีนและหนังสือบอกเมืองเสียมราฐ เมืองพระตะบอง เมืองตราด เมืองจันทบุรี ทั้งสี่เมือง
ต้องกันกับคำให้การ

    ในครั้งนั้นจงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาพระคลังและเจ้าพระยาบดินทรเดชา ยกกองทัพไปรบญวน การเกณฑ์กองทัพของ
เจ้าพระยาพระคลังในครั้งนั้นกระทำดังนี้คือ จัดให้เจ้าพระยาพลเทพเป็นแม่ทัพหน้า ให้พระยาราชวังสันเป็นทัพนำหน้า
เจ้าพระยาพลเทพให้พระยาอภัยโนฤทธ์พระยาราชบุรี พระยาระยอง พระยาตราด พระยานครไชยศรี พระยาสมุทรสงคราม
ทั้งนี้เป็นปีกซ้ายขวาของทัพหน้าเมื่อยกทัพเรือเข้าตีปรากฏว่าในระหว่างศึกกันในลำน้ำนั้นบรรดานายทัพนายกองเหล่านั้น
พากันทอดสมอเรือเสีย เพราะเห็นเรือญวนขวางกั้นอยู่เต็มลำคลอง ทำให้เจ้าพระยาบดินทรเดชาต้องทำการรบทางบกไปแต่
ฝ่ายเดียวเป็นการเสียหายแก่ราชการทัพอย่างยิ่ง จึงมีการพิจารณาโทษบรรดาแม่ทัพนายกองเหล่านั้น
ต่อมาเมื่อพระยาบดินทรเดชาได้เข้าอยู่ที่เมืองโจดกแล้ว จึงให้ พระยาตราดคุมพล เมืองตราดทั้งสิ้นไปตั้วสิวซ่อมแซม
เรือรบเก่าของเขมรที่นักองจันทร์ขึ้นไว้ตกค้างอยู่ที่เมืองกำปอดและเมืองกะพงโสมนั้นมีอยู่หลายสิบลำถ้าจะเลือกแต่ที่พอจะ
ใช้ได้คงจะได้เรือรบเกือบร้อยลำถ้าพระยาตราดทำการซ่อมแซมเรือรบเก่าเขมรเสร็จแล้วได้มากน้อยเท่าใดให้คุมมาส่งไว้
ในเมืองบันทายมาศขณะนั้นทางเขมรก็คิดตั้งตัวเป็นกบฏขึ้น พาสมัครพรรคพวกโจรเข้ามาลอบยิงไพร่พลที่คุมเรือลำเลียง
เสบียงอาหารล้มตายไปเป็นอันมากเจ้าพระยาพระคลังจึงมีคำสั่งให้ พระปลัดเมืองตราดบุตรผู้ใหญ่พระยาจันทบุรีและ
พี่ชายต่างมารดากับหลวงยกกระบัตร “คุมไพร่พลสามร้อยกองหนึ่งแล้วให้เป็นนายทัพบกไปติดตามเรือลำเลียงเสบียงอาหาร
ที่เขมรตีไว้คืนมาให้จงได้ ถ้าไม่ได้เสบียงคืนมาก็ให้ตามไปจับเขมรเหล่าร้ายที่เมืองกำปอดมาให้ได้มาบ้าง ให้พระปลัด
รีบยกไปทางบกก่อนโดยเร็ว แล้วสั่งให้หมื่นสิทธิสงคราม นายด่านเมืองตราดคุมไพร่พลสองร้อยคน เป็นนายทัพบก
เพิ่มเติมไปติดตามเรือลำเลียงอีกกองหนึ่งแต่ให้ไปทางด้านตะวันตกให้ยกไปรวมกันกับพระปลัดที่เมืองกำปอดข้าง
เหนือพระปลดเมืองตราดยกไปถึงลำน้ำแห่งหนึ่งชื่อ ท่าช้างข้าม เป็นเวลาพลบค่ำจึงหยุดพักผ่อนพวกเขมร
ในเมืองกำปอดจึงเข้าลอบโจมตี รุ่งขึ้นพระปลัดเมืองตราดจึงรวบรวมไพร่พลที่เหลือ
เดินทางต่อไปก็ถูกเขมรลอบโจมตี
อีก ทำให้ไพร่พลล้มตายลงเป็นอันมาก แต่กองทัพของหมื่นสิทธิสงครามมาพบเข้าจึงช่วยไว้ได้และ
รับพระปลัด
เมืองตราดและไพร่พลที่รอดตายรวม ๓๕ คน เข้าไว้ ยกทัพเดินทางต่อไป ได้ปะทะกับกำลังฝ่ายเขมรและจับพวกเขมร
ได้ ๑๔ คน สอบสวนด้วย
วิธีการต่างๆ นานาแล้วได้ความว่า พระคะเชนทรพิทักษ์เขมรนายกองช้างของนักองจันทร์
ตั้งให้คุมคนเลี้ยงช้าง อยู่ที่เมืองกำปอดนั้น พระคะเชนทรพิทักษ์
ท้ารบว่ากองทัพไทยแตกพ่ายญวนมาแล้วและ
กองลำเลียงไทยบรรทุกข้าวปลาอาหารมาถึงเมืองกำปอด ติดน้ำยังกำลังเข็นเรืออยู่ที่ในลำคลอง
พระคะเชนทรพิทักษ์ เห็นว่า
ได้ทีมีช่อง จึงได้ชวนไพร่พลชาวบ้านป่าที่อดอยากขัดสนเสบียงนั้นได้เจ็ดสิบแปดสิบคน แล้วพากันมาตีปล้นเรือเสบียง
ได้เรือยี่สิบสามลำ พระคะเชนทรพิทักษ์นั้นเมื่อกระทำการเช่นนั้นแล้ว คิดเกรงกลัวกองทัพไทยจะยกติดตามมา
จึงแต่งให้คนไปซุ่มโจมตีอยู่ดังกล่าวข้างต้น
เมื่อสอบสวนได้ความดังนั้นหมื่นสิทธิสงครามนายด่านเมืองตราดจึงยกเข้าล้อม
พระคะเชนทรพิทักษ์และจับตัวได้พร้อมทั้งบุตรภรรยาและครอบครัว
จึงให้เขมรเชลยขนข้าวปลาอาหารที่เขมรตีชิงเอาไปนั้น
กลับคืนมาได้รวม ๑๘ ลำ เสียหายไปเพราะพวกเขมรกระทุ้งท้องเรือจมไป ๕ ลำ จากนั้นจึง
ลำเลียงเสบียงอาหารทั้ง ๑๘ ลำนั้น
ส่งไปยังเมืองบันทายมาศ
คุณความดีที่หมื่นสิทธิสงครามกระทำในครั้งนั้น เจ้าพระยาพระคลังได้รายงานให้เจ้าพระยา
บดินทรเดชาทราบทั้งหมด รวมทั้งความผิดพลาด
ของหลวงยกกระบัตรเมืองจันทบุรีซึ่งคุมเรือเสบียงอาหารไปถูกเขมรซุ่มโจมตี
แล้วเอาตัวรอด ปล่อยให้ไพร่พลสู้รบตามลำพังจนเสียแก่เขมรไปนั้น
และเรื่องที่พระปลัดเมืองตราดพาไพร่พลเมืองตราดไป
ตายถึง ๒๖ คนเหลือกลับมาเพียง ๓๔ คนนั้นด้วย เจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงมีบัญชาให้พิจารณา
โทษผู้กระทำความผิด
โดยให้ประหารชีวิตหลวงยกกระบัตร ส่วนพระปลัดเมืองตราดถือว่ามีความผิดไม่มากนัก ให้เฆี่ยนหลัง ๖๐ ทีหรือ ๓๐ ที
แล้ว
ตระเวนรอบค่าย ๓ วัน ส่วนการลดหรือถอดบรรดาศักดิ์อย่างไรให้พิจารณาเอง เจ้าพระยาพระคลังจึงให้ควบคุมตัว
หลวงยกกระบัตรเมืองจันทบุรีกับ
พระปลัดเมืองตราดส่งไปให้เจ้าพิจารณาเอง เจ้าพระยาพระคลังจึงให้ควบคุมตัว
หลวงยกกระบัตรเมืองจันทบุรีกับ พระปลัดเมืองตราดส่งไปให้
เจ้าพระยาบดินทรเดชาทำโทษเจ้าพระยาบดินทรเดชา
จึงโทษผู้กระทำผิด โดยประหารชีวิตหลวงยกกระบัตรเมืองจันทบุรี สำหรับพระปลัดเมืองตราดให้เฆี่ยนหลังหกสิบที
แล้ว
ลดฐานานุศักดิ์ลงคงเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองจันทบุรีแทนที่หลวงยกกระบัตรชื่อแก้ว ที่มีความผิดฆ่าเสียนั้นแล้ว
ส่วนหลวงสิทธิสงครามซึ่งทำความดีไว้นั้น
ได้มีหนังสือไปยังเจ้าพระยาพระคลังว่า “ให้เจ้าคุณพระคลังตั้งหมื่นสิทธิสงคราม
นายด่านเมืองตราด ให้มอบถาดโคนโทน้ำทองให้แก่เขาเป็นเครื่องยศ
แล้วให้มีใบบอกไปในกรุงเทพฯ ด้วย”
เจ้าพระยาพระคลังได้ตั้งหมื่นสิทธิสงครามเป็นพระปลัดเมืองตราด ส่วนพระปลัดเมืองตราดคนเดิมถูกลดตำแหน่งลงเป็น
หลวงยกกระบัตรเมืองจันทบุรีนั้น
ขณะที่ถูกคุมตัวส่งไปยังเจ้าพระยาพระคลังได้กระโดดน้ำตายเสียก่อนพระปลัดเมืองตราด
คนใหม่นี้ได้รับคำสั่งให้คุมไพร่พลไปรับเรือรบที่พระยาตราดไป
ตั้งซ่อมแซมอยู่ที่เมืองกำปอดและเมืองกะพงโสมเจ็ดสิบลำ
คุมไปส่งที่เมืองบันทายมาศ และในราชการสงครามที่เกี่ยวกับเขมรและญวนในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้
เมืองตราดมีบทบาทในการร่วมรบด้วยทุกครั้งจนสิ้นรัชกาล 
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้น
แห่งการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองครั้งสำคัญนั้น มีเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองตราด
อยู่ไม่มากนัก ที่สำคัญได้แก่ การตั้งเมือง
ปัจจันตคีรีเขตต์และการแบ่งราชการปกครองหัวเมือง

        ในปี พ.ศ. ๒๓๙๘ (จ.ศ. ๑๒๑๗) ซึ่งเป็นปีที่ ๕ แห่งการขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มี
พระบรมราชโองการ ให้ตั้งเกาะ
เมืองนี้ขึ้นมาแล้วซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเมืองตราดมาก่อน ขึ้นเป็นเมืองใหม่ โดย
พระราชทานนามเมืองนี้ว่า เมืองปัจจันตคีรีเขตต์ (เกาะกง) เมื่อจัดตั้ง
เมืองปัจจันตคีรีเขตต์จึงเป็นเมืองหน้าด่านแทน
เมืองตราด เพราะเป็นเมืองที่มีเขตติดต่อกับเขมรและญวน
รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการแบ่ง
หัวเมืองต่าง ๆ ในพระราชอาณาจักรให้ขึ้นต่อกรมมหาดไทย กรมพระกลาโหม และกรมท่า
ได้มีการแต่งตั้ง
“เจ้าเมืองกรมการ” มาปกครองดูแล เมืองตราดในสมัยนั้นจึงมีกรมการเมือง ๔ คน คือ เจ้าเมือง ปลัดเมือง
ปลัดเมืองฝ่ายจีน (ปลัดจีน) และ
ยกกระบัตรเมือง ส่วนเมืองปัจจันตคีรีเขตต์ มีกรมการเมือง ๒ คน คือ
เจ้าเมืองและปลัดเมือง
ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ขึ้นครองราชย์เป็นต้นมา ประเทศไทยถูกคุกคามจาก
ประเทศจักรวรรดินิยมตะวันตกอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอังกฤษและฝรั่งเศส
ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้อง
ปรับปรุงต้องปรับปรุงฐานะทางการทหารและกิจการฝ่ายพลเรือนให้ทันสมัย และเข็มแข็งยิ่งขึ้น
ในปี พ.ศ. ๒๔๒๒
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์จัดตั้งสถานีทหารเรือขึ้นตาม
ชายฝั่งทะเล
ด้านตะวันออก สถานีทหารเรือในครั้งนั้นได้จัดตั้งขึ้นที่ ชลบุรีบางพระ บางละมุง ระยอง แกลง จันทบุรี
ขลุง ตราด เกาะกงและเกาะเสม็ดนอก ซึ่งจาก
ผลการดำเนินงานนี้ที่ให้เมืองตราดและเกะกงกลายสภาพมาเป็น
“สเตชั่นทหารเรือ” สำหรับเป็นด่านป้องกันภัยที่จะคุกคามจากฝรั่งเศสทางทะเล

        ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๓๕ ฝรั่งเศสได้เริ่มดำเนินการทางทหารใช้กำลังเข้าบีบบังคับไทย โดยยกกองทัพมา
เข้าขับไล่ทหารไทยให้ถอยร่นออกจากฝั่ง
ซ้ายแม่น้ำโขง และส่งเรือรบเข้ามาจอดอยู่ในกรุงเทพฯ ทำให้ความยุ่งยาก
ทางชายแดนไทยเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ 
แต่งตั้งกรรมการปรึกษาการป้องกัน
พระราชอาณาเขตขึ้น และจัดกองบัญชาการทัพออยู่ตามหัวเมืองชายทะเลแต่ละด้านขึ้นด้วย ทางด้านหัวเมือง
ฝ่ายตะวันออกซึ่งขึ้นอยู่กับกระทรวงต่างประเทศ (เดิมขึ้นกรมท่า) นั้นในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ ได้แต่งตั้งให้พลเรือจัตวา
พระยาชลยุทธโยธินทร์ 
(ANDER DU PLESSIS DE RICHELIEU) เป็นผู้จัดการป้องกันพระราชอาณาเขต
ทางหัวเมืองฝ่ายตะวันออกทางกระทรวงต่างประเทศได้มีคำสั่ง
มายังผู้ว่าราชการเมืองแถบนี้ ซึ่งรวมทั้งเมืองตราดด้วย
ให้ช่วยพระยาชลยุทธโยธินทร์จัดการทุกอย่างที่เกี่ยวกับการป้องกันพระราชอาณาเขต
ด้านเมืองตราดและเกาะกงนั้น
ปรากฏตามหนังสือของพระยาชลยุทธโยธินทร์ ซึ่งนำขึ้นกราบทูลเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ

        เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๖ ว่า “ที่เกาะกงจัดทหารมะรีน (ทหารเรือ) จากกรุงเทพฯ ๑๔ คน ทหารจาก
เมืองตราด ๒๔ คน ทหารจากเมืองแกลง 
๑๒ คน รวม ๕๐ คน แจกปืนเฮนรีมาตินี ๑๐๐ กระบอก กระสุนพร้อม
ที่แหลมงอบจัดทหารไว้ ๒๐๐ คน พร้อมที่ส่งไปช่วยทางเกาะกง ถนนระหว่าง
แหลมงอบกับเมืองตราด มีสภาพ
ไม่ดีให้บ้านเมืองเร่งซ่อมถนนให้เร็วใน ๑ เดือนพอให้เกวียนเดินได้ ที่แหลมงอบนี้จ่ายเป็นเฮนรีมาตินี ๒๘๘ กระบอก
กระสุนพร้อม” ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศไทยกับประเทศฝรั่งเศส ได้เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฝรั่งเศสได้ใช้ความพยายามทุกวิถีทางที่จะเข้ายึดครอง
ดินแดนของประเทศไทยให้ได้ในที่สุด ดังเช่นได้กระทำจนเป็นผลสำเร็จมาแล้วในญวน เขมร
และลาว ซึ่งในที่สุด
เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่มีผลกระทบให้จังหวัดตราด ต้องตกอยู่ใน ความปกครองของฝรั่งเศสก็อุบัติขึ้น
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเนื่องจากเกิดการรบที่ปากน้ำเจ้าพระยา เมื่อ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ (ร.ศ. ๑๑๒) ฝรั่งเศส
ยื่นคำขาดให้ฝ่ายไทยปฏิบัติตาม 
เมื่อ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ โดยให้เวลาตอบ ๔๘ ชั่วโมง ฝ่ายไทยได้ตอบ
ข้อเรียกร้องเมื่อ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ แต่ไม่เป็นที่พอใจของฝ่ายฝรั่งเศส 
ดังนั้น วันที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๖
ฝรั่งเศสจึงประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยและในวันที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ฝรั่งเศสสั่งผู้บัญชาการกองเรือ
ภาคตะวันออกไกลปิดล้อมอ่าวไทย ตั้งแต่แหลม เจ้าลายถึงบริเวณแหลมกระบังและในวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๖
ฝรั่งเศสได้ประกาศปิดล้อม
อ่าวไทยครั้งที่ ๒ โดยขยายเขตเพิ่มบริเวณเกาะเสม็ด จนถึงแหลมลิง รวม ๒ เขต

        ในวันเดียวกันคือ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ฝ่ายไทยจำต้องยอมรับคำขาดของฝรั่งเศสที่ยื่นไว้แต่เดิม ในวันรุ่งขึ้น
ฝรั่งเศสถือโอกาสยื่นคำขาดเพิ่มเติมอีก 
โดยประกาศยึดปากน้ำและเมืองจันทบุรีไว้เป็นประกันและบังคับให้ไทยถอนตัว
ออกจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงอีกด้วย ไทยจำเป็นต้องยอมรับโดยไม่มีทางเลือก 
เมื่อฝ่ายไทยปฏิบัติตามคำขาดนั้นแล้ว
ฝรั่งเศสได้ยกเลิกการปิดอ่าวในวันที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ เวลา ๑๒.๐๐ น. แต่การยึดปากน้ำและเมืองจันทบุรี
ยังคงยึดไว้ตามเดิม

        ต่อมาได้มีการทำสัญญาสงบศึกกันโดยหนังสือสัญญาฉบับลงวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ (ร.ศ. ๑๑๒) ใน
หนังสือสัญญาฉบับนี้ มีข้อความระบุไว้ในอนุสัญญา
ผนวกต่อท้ายหนังสือสัญญาข้อ ๖ ว่า “คอนเวอนแมต์
(CONVORNMENT) ฝรั่งเศสจะได้ตั้งอยู่ต่อไปที่เมืองจันทบุรี จนกว่าจะได้ทำการสำเร็จแล้วตามข้อความ

ในหนังสือสัญญานี้…”

       
แม้ทางฝ่ายไทยปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ฝรั่งเศสบีบบังคับไว้แล้ว ฝรั่งเศสก็ไม่ยอมถอนทหาร ยังคง
ยึดจันทบุรีไว้อีกเป็นเวลานานถึง ๑๐ ปี เป็นเหตุให้ต้องมีการ
ตกลงทำสัญญาขึ้นใหม่อีกฉบับหนึ่งคือ
อนุสัญญาลงวันที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๕ (ร.ศ. ๑๒๑) แต่หนังสือฉบับนี้ฝรั่งเศสไม่ยอมให้สัตยาบัน
และไม่ถอนกำลังออก 
จากจันทบุรี จึงได้ตกลงมีสัญญาต่อมาอีก คือ สัญญาลงวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์
พ.ศ. ๒๔๔๖ (ร.ศ. ๑๒๒) คราวนี้ฝรั่งเศสจึงถอนกำลังออกจากจันทบุรี 
ย่างเข้าปี ร.ศ. ๑๒๒ แห่งการ
สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์นั้นเอง ฝรั่งเศสได้ให้สัตยาบันที่กรุงปารีสเมื่อธันวาคม ๒๔๔๗ มีผลให้จังหวัดตราด
และบรรดา
เกาะทั้งหลายภายใต้แหลมลิงไปต้องตกไปเป็นของฝรั่งเศส จากหลักฐานสัญญาลงวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์
พ.ศ. ๒๔๔๖ ไม่มีข้อความใดระบุการ ครอบครองจังหวัดตราด
ไว้เลย แต่ในข้อ ๓ แห่งสัญญาระบุไว้ว่า รัฐบาลฝรั่งเศส
และรัฐบาลไทยต่างจะตั้งข้าหลวงผสมกันออกไปทำการกำหนดเขตแดน พระบริหารเทพธานี ๗ 
กล่าวอ้างไว้ว่า ได้มีการ
กำหนดปักปันเขตแดนกันตรงแหลมลิง (ในตำบลบางปิด อำเภอแหลมงอบ) จึงดูเหมือนว่าฝรั่งเศสได้สิทธิในการ
ครอบครองเมืองตราด
แทนจันทบุรี

       
เมื่อข่าวการยึดครองของฝรั่งเศสแพร่สะพัดรู้ไปถึงราษฎร ต่างก็ตกใจและเกิดการอพยพ แต่ด้วยเดชะพระบารมี
ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงมีพระปรีชาสามารถและทอดพระเนตรเหตุการณ์ไกล จึงได้พยายาม
ทุกวิถีทางที่จะเกิดความสงบเรียบร้อยภายในบ้านเมือง ความพยายามของพระองค์ท่านที่ 
จะประวิงเวลาให้เมืองตราด
คงอยู่ในพระราชอาณาจักรไร้ผล ในที่สุดฝ่ายไทยจึงต้องมอบเมืองตราดให้แก่ฝรั่งเศสแน่นอน ในวันที่ ๓๐ ธันวาคม
พ.ศ. ๒๔๔๗ ได้มี
พิธีส่งมอบเมืองตราดให้แก่ฝรั่งเศส จากหลักฐานของพระบริหารเทพธานี บันทึกไว้ว่า
พระยาศรีสหเทพและที่ปรึกษากระทรวงมหาดไทย (มิสเตอร์โรบินส์) 
เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยมอบ
เรสิดังต์เดอฟอริงลิมง ข้าหลวงฝ่ายฝรั่งเศสเป็นผู้รับมอบได้กระทำพิธีมอบที่หน้าเสาธงซึ่งอยู่หน้าศาลากลาง
ที่พระยาพิพิธฯ สร้างไว้
โดยมีทหารฝ่ายละ 1 โหล มอบวันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๗ เวลาเที่ยงวัน มีข้าราชการ
ฝ่ายพลเรือนเข้าแถวอยู่ด้วย พระยาศรีสหเทพ เป็นผู้อ่านประกาศมอบ
เมืองให้แก่ฝรั่งเศส พอจบลงเรสิดังต์
ข้าหลวงฝรั่งเศสอ่านคำรับมอบจากรัฐบาลสยามเป็นภาษาฝรั่งเศส เมื่อจบพิธีทหาร ๒ ฝ่ายยิงสลุตฝ่ายละ ๑ โหล
แตรบรรเลงขึ้น
ทันใดพระยาศรีสหเทพชักธงสยามลง เรสิดังต์ ชักเชือกธงฝรั่งเศสขึ้น เมื่อธงฝรั่งเศสถึงยอดเสา
ทหารยิงสลุตอีกฝ่ายละ ๑ โหล


         
นับจากนั้นมาเมืองตราดจึงตกอยู่ในความยึดครองของฝรั่งเศส จนถึงวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ จึงได้มีการตกลง
ทำหนังสือสัญญาขึ้นอีกฉบับหนึ่งเรียกว่า 
“หนังสือสัญญาระหว่างสมเด็จ พระเจ้าแผ่นดินสยามกับเปรสสิเดนต์
แห่งรีปัปลิคฝรั่งเศส” ฝรั่งเศสจึงคืนเมืองตราดให้ไทยตามเดิม แต่ฝ่ายไทยจะต้องยอมยกดินแดน
เมืองพระตะบอง
เมืองเสียมราฐและเมืองศรีโสภณ เป็นเงื่อนไขแลกเปลี่ยน เมืองทั้งสามเมืองนั้นมีดินแดนประมาณ ๕๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร
แลกกับเมืองตรา
ประมาณ ๒๙๑๙ ตารางกิโลเมตร ยกเว้นเมืองปัจจันตคีรีเขตต์ (เกาะกง) ฝรั่งเศสมิได้คืนแต่ประการใด
การทำสัญญาฉบับนี้
ทำในวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ แต่ได้มีพิธีรับมอบเมืองคืนเมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๐
เวลา ๙.๐๐ น. ฝ่ายฝรั่งเศสมี 
รุซโซ อาระมองค์ อังมินิส ตราเตอร์ เดอแซร์วิศ เซวิลเลอ เรสิดังค์ เดอฟรังค์ ณ เมืองกำปอด
เป็นข้าหลวงฝ่ายฝรั่งเศ
พระยาศรีสหเทพข้าหลวงฝ่ายไทยเป็นผู้รับมอบ


       
จากหลักฐานการมอบเมืองตราด หลวงสาครคชเขตต์ ได้รวบรวมเล่าไว้ในหนังสือ จดหมายเหตุความทรงจำสมัยฝรั่งเศส
ยึดเมืองตราดว่า ในพิธีรับมอบ
ข้าหลวงสองฝ่าย แต่งเครื่องแบบเต็มยศ พร้อมด้วยข้าราชการทหาร ตำรวจ ประชุมกัน
หน้าศาลากลางจังหวัด ข้าหลวงฝ่ายฝรั่งเศสอ่านหนังสือมอบเมืองเป็น
ภาษาฝรั่งเศสแล้วส่งคำแปลให้ ฝ่ายข้าหลวงไทย
กล่าวคำรับมอบเมืองและชักธงไทยขึ้นสู่ยอดเสาจากนั้นจึงมีการดื่มให้พรแก่ประเทศของกันและกันตามธรรมเนียม

หลังพิธีมอบเมืองตราดคืนจากฝรั่งเศสแล้ว ได้มีพิธีสมโภชเมือง โดยตกแต่งประดับประดาสถานที่ราชการ และ
อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นประดิษฐานบนศาลากลางจังหวัด แล้วนิมนต์
พระภิกษุรวมจำนวน ๕๕ รูป เท่าพระชนมายุของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 
และมีการสวดมนต์เย็น โดยมี
พระครูสังฆปาโมกข์ เจ้าคณะจังหวัดจันทบุรีเป็นประธานกลางคืนมีการประดับโคมไฟและมีมหรสพ 
เมื่อจังหวัดตราดกลับคืนมา
เป็นของไทยตามเดิมแล้ว ได้มีประกาศให้ยุบเมืองขลุงลงให้คงสภาพเป็นเพียงอำเภอขึ้นกับจังหวัดจันทบุรีตามเดิม
ส่วนอำเภอทุ่งใหญ่ 
ซี่งได้ประกาศให้ขึ้นกับเมืองขลุง เมื่อปี ๒๔๔๙ นั้น ให้โอนกลับมาขึ้นกับเมืองตราดต่อไปตามเดิม

         ในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๘๓-๒๔๘๔ ไทยกับฝรั่งเศสเกิดกรณีพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนทางด้านตะวันออกในสมัย
สงครามอินโดจีน ในวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ 
ฝรั่งเศสได้ส่งเครื่องบินลาดตระเวณเข้ามาในน่านฟ้าไทย
บริเวณเกาะช้าง เกาะกูด เกาะเสม็ด และสัตหีบ กองบินจันทบุรีจึงได้ส่งเครื่องบินขึ้นสกัดและยิงขับไล่


 ต่อมาในวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ฝรั่งเศสส่งเครื่องบินเข้ามาลาดตระเวณแถบเกาะช้างซ้ำอีก แล้วทิ้งระเบิด
บริเวณเกาะง่ามเรือรบหลวง สงขลา และ
เรือรบหลวงชลบุรี ใช้ปืนต่อสู้อากาศยานยิงตอบโต้จนถูกเครื่องบินข้าศึกตกทะเล
ไปทางด้านใต้ของ เกาะหวาย เรือรบของข้าศึก ๗ ลำ นำโดยเรือลาดตระเวณ
ลามอตต์ปิเกต์ รุกล้ำเข้ามาทางด้านใต้
ของเกาะช้าง โจมตีเรือรบของฝ่ายไทยอย่างหนักไทยสามารถขับไล่ข้าศึกที่มีกำลังเหนือกว่าให้ล่าถอยไปได้ แต่
ฝ่ายไทยต้องสูญเสีย ทหารและเรือรบหลวง ๓ ลำ คือ เรือรบหลวงสงขลาเรือรบหลวงชลบุรี และเรือรบหลวงธนบุรี
โดยจุดที่เกิดยุทธนาวีนี้อยู่บริเวณเกาะง่าม
ทางตอนใต้ของเกาะช้าง ใกล้อ่าวสลักเพชร

        พ.ศ. ๒๕๒๑ เกิดสงครามสู้รบในกัมพูชา ชาวเขมรนับแสนหนีตายทะลักเข้ามาในเขตไทย ทางเทือกเขาบรรทัด
เขตพรมแดนด้านตะวันออก เส้นทางหลวง 
หมายเลข ๓๑๘ จากตัวเมืองตราดเลียบขนานเทือกเขาบรรทัด และ
ชายฝั่งทะเลสู่อำเภอคลองใหญ่เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สายสำคัญ เมื่อสงครามสงบลง 
ในปีพ.ศ. ๒๕๒๙ เส้นทางสายนี้
ได้แปรเปลี่ยนเป็นเส้นทางการค้าระหว่างชายแดนไทย-กัมพูชาบริเวณตลาดหาดเล็ก สุดเขตชายแดนไทย และเป็นจุดเริ่มต้น

การเดินทางต่อไปยังเกาะกง

 

ข้อมูลจาก: บ้านจอมยุทธ์ (http://www.baanjomyut.com/76province/east/trad/05.html)

Scroll to Top