
ครั้งเมื่อสงครามกู้เอกราช (พ.ศ. ๒๓๑๐) สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเลือกตราดเป็นเมืองหน้าด่านกันชน
ทำหน้าที่ส่งเสบียงอาหารก่อนเคลื่อนกองทัพเรือออกจากจันทบุรี ยกไปขับไล่พม่า เพื่อกอบกู้ เอกราชคืนสู่ชาติไทย
ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์พ.ศ. ๒๓๒๕ สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกรัชกาลที่ ๑ เมืองตราดยังขึ้นกับ
กรมท่าแสดงให้เห็นว่าเมืองตราดยังคงสังกัดอยู่ในฝ่ายกิจการต่างประเทศและการคลัง ในฐานะหัวเมืองชายฝั่งทะเล และ
เป็นเมืองท่าสำคัญแห่งหนึ่งเช่นเดียวกับในสมัยอยุธยาต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓
ไทยทำศึกกับเจ้าอนุวงศ์แห่งเมืองเวียงจันทร์ซึ่งต่อมาหันไปสวามิภักดิ์กับญวน ไทยกับญวนผิดใจกันจนต้องทำสงคราม
ในปี พ.ศ. ๒๓๗๑ เมืองตราดมีความสำคัญเป็นแหล่งกำลังพลและเสบียงอาหาร มีการตั้งป้อมค่ายอยู่ที่บ้านแหลมหิน
ปากอ่าวเมืองตราด สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ฝรั่งเศสได้พยายามทุกทางที่จะเข้า
ยึดครองดินแดนของประเทศไทยให้ได้ เช่นเดียวกับที่ทำสำเร็จในพม่า กัมพูชา และลาว โดยส่งกองทัพเรือเข้ายึดจันทบุรี
ในปี ร.ศ. ๑๑๒ (พ.ศ. ๒๔๓๖) และคืนให้ไทยใน ปี พ.ศ. ๒๔๔๗ แต่ได้บังคับให้ไทยต้องยอมมอบเมืองตราดให้อยู่ใน
การปกครองของฝรั่งเศสรัฐบาลไทยเห็นว่า ตราดมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์และพลเมืองส่วนใหญ่เป็นคนไทย
ด้วยพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฝรั่งเศสจึงยินยอมยกเมืองตราดคืนให้กับไทยเมื่อ
วันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ โดยแลกเปลี่ยนกับเมืองพระตะบองเสียมราฐ และศรีโสภณ ชาวตราดจึงถือเอา
วันที่ ๒๓ มีนาคมของทุกปีเป็นวันสำคัญที่ชาวตราดและคนไทยจะได้สำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระพุทธเจ้าหลวง
ในการปกป้องเอกราชและอธิปไตยของไทยไว้ให้ลูกหลานในช่วงสงครามอินโดจีน (พ.ศ. ๒๔๘๓-๒๔๘๔) ฝรั่งเศส
พยายามเข้ายึดเมืองตราดอีกครั้ง เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ โดยส่งกองเรือรบล่วงล้ำน่านน้ำทะเลตราด
บริเวณเกาะช้าง กองเรือรบราชนาวีไทยได้เข้าต่อสู้ขัดขวางอย่างกล้าหาญ และสามารถขับไล่ข้าศึกให้ล่าถอยไปได้
แต่ต้องสูญเสียเรือรบหลวงไป ๓ ลำ คือ เรือรบหลวงสงขลา เรือรบหลวงชลบุรี และเรือรบหลวงธนบุรี รวมทั้งทหารอีก
จำนวนหนึ่ง เป็นวีรกรรมของทหารเรือไทยที่รู้จักกันในนาม “ยุทธนาวีเกาะช้าง”
ข้อมูลจาก: จังหวัดตราด (http://www.trat.go.th/newweb/main/index)
