พระครูศรีมหาโพธิ์คณารักษ์
บุคคลดีเด่น จังหวัดปราจีนบุรี
ประวัติ
หลวงพ่อพระครูศรีมหาโพธิ์คณารักษ์ นามเดิม สวาสดิ์ กระโยมกุล เกิดเมื่อ วันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๕ ณ บ้านท่าตะคร้อ หมู่ที่ ๔ ตำบลศรีมหาโพธิ อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี บิดาชื่อปั้นมารดาชื่อบุญมี มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๗ คน คือ
๑. เด็กชายบุนนาก กระโยมกุล (ถึงแก่กรรมเมื่อเยาวว์วัย)
๒. นางฟื้น สุจริต
๓. พระครูศรีมหาโพธิ์คณารักษ์ (สวาสดิ์ กิตติมา)
๔. นางละเมียด ประจงพิมพ์ (ถึงแก่กรรม)
๕. นางละม้าย กระโยมกุล (ถึงแก่กรรม)
๖. นายเปี่ยม กระโยมกุล (ถึงแก่กรรม)
๗. นางละมูล กระโยมกุล
เมื่อเจริญวัยได้เข้าเรียนจนจบชั้นประถมบริบูรณ์ ณ โรงเรียนประชาบาล วัดใหม่กรงทองเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ ครั้นต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๙ บิดาได้นำไปฝากตัวเป็นศิษย์ ศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่กับพระปลัดอ๊อด เกสโร วัดมหรรณพารามกรุงเทพมหานคร ได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ณ วัดนั้น โดยมี
พระวิสุทธิโสภณ (โพธิ์ อินทโชโต ป.ธ.๕)เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้กลับมาอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดใหม่กรงทอง โดยมีพระวิสุทธิโสภณ เป็นพระอุปัชฌาย์
และกลับไปอยู่จำพรรษาเพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมต่อตามเดิม ณ วัดมหรรณพาราม สอบไล่ได้นักธรรมเอกเมื่อปีพ.ศ. ๒๔๗๖ และเปรียญธรรม ๖ ประโยค
เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๙๔ หลวงพ่อยังสอบไล่ได้ประกาศนียบัตรประโยคครูพิเศษมัธยม (พ.ม.) ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดของประกาศนียบัตร การศึกษาจากกรมการฝึกหัดครู กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ซึ่งเป็นช่วงที่หลวงพ่อเข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งและบริหารโรงเรียนมัธยมวัดใหม่กรงทอง ซึ่งเป็นโรงเรียนราษฎร์
เพื่อการกุศลของวัด โดยหลวงพ่อกลับมาจำพรรษาอยู่ ณ วัดใหม่กรงทอง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๙ และการจัดตั้งโรงเรียนวัดใหม่กรงทองขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๘
ในความอำนวยการของ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระวิสุทธิธรรมาจารย์ (ทรัพย์ สีลวิสุทโธ) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระครูพิมลโพธาภิรัต เจ้าอาวาสวัดใหม่
กรงทอง และต่อมาดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี
หลวงพ่อพระครูศรีมหาโพธิ์คณารักษ์เป็นพระสังฆาธิการ(เมื่อก่อนนั้นเรียกพระคณาธิการ)เริ่มตั้งแต่เป็นเลขานุการคณะกรรมการสงฆ์อำเภอศรีมหาโพธิ
เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๔๙๒ เป็นเผยแผ่อำเภอศรีมหาโพธิ และเป็นเจ้าคณะอำเภอศรีมหาโพธิ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ติดต่อกันเรื่อยมาโดยลำดับจนถึงปัจจุบัน ครั้งนั้นหลวงพ่อรับภาระโรงเรียนหนักมาก ไม่ใช่เป็นผู้จัดการโรงเรียนเท่านั้น ท่านต้องทำอะไรเองทุกอย่าง เช่น หน้าที่พระสังฆาธิการ ปกครองคณะสงฆ์
ในเขตอำเภอศรีมหาโพธิ เช่น บริหารโรงเรียน เงินอุดหนุนและเงินที่ได้รับจากการเก็บค่าเล่าเรียน ไม่เพียงพอใช้จ่ายเป็นเงินเดือนครู ส่วนที่เหลือหลวงพ่อต้องแบกภาระจัดหาเองเกือบทั้งหมด ครูสมัยนั้นเงินเดือนก็น้อยมาก และโรงเรียนก็ค้างเงินเดือนครู ต้องแบ่งทยอยจ่ายเป็นประจำ บางครั้งหลวงพ่อได้รับนิมนต์ไปเทศน์
ครูบางคนต้องไปขอเจียดค่ากัณฑ์เทศน์จากท่านมาพอให้ได้มีใช้กันบ้าง นับว่าแต่ละท่านอยู่ด้วยความทรหด เสียสละ อดทนกันจริงๆ หาไม่แล้วโรงเรียนคงไปไม่รอดแน่นอน หลวงพ่อเป็นนักต่อสู้ เสียสละเพื่อประโยชน์ของสังคมโดยส่วนรวม ท่านขออะไรใครไม่เป็น รบกวนอะไรใครไม่เป็น จึงมีผู้เห็นอกเห็นใจท่าน ได้ช่วยเหลือ
เจือจุนโรงเรียนบ้าง แม้จะล้มลุกคลุกคลาน แต่หลวงพ่อก็ประคับประคองโรงเรียนแห่งนี้ได้ตลอดรอดฝั่งมาได้
ในปัจจุบันโรงเรียนมัธยมวัดใหม่กรงทองได้รับการยกย่องว่าเป็นโรงเรียนชั้นนำของจังหวัดปราจีนบุรีแห่งหนึ่งประสบความสำเร็จทั้งในด้านวิชาการและจริยธรรม โดยหลวงพ่อได้พระมหาสุดใจ ยโสธโร (องค์ยา) เป็นกำลังสำคัญในฐานะผู้จัดการ แม้กระนั้นหลวงพ่อก็ยังอยู่ในฐานะปูชนียบุคคลอันสูงสุดของโรงเรียนมัธยมวัดใหม่กรงทอง เมื่อทางโรงเรียนขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์อะไร หลวงพ่อจะเข้ามาช่วยเหลือเจือจุนเสมอ โดยปกติหลวงพ่อเป็นพระสมถะ มักน้อยสันโดษ มีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ ใช้ชีวิตอยู่กับงานวิชาการทางด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่น และมัธยัสถ์ในการใช้จ่าย แต่ถ้าเพื่อ
ส่วนรวมของโรงเรียนแล้วหลวงพ่อทุ่มเทให้ทุกอย่าง ทั้งกำลังกาย กำลังทรัพย์ และกำลังสติปัญญา
ในฐานะพระสังฆาธิการ คนส่วนใหญ่จะรู้ว่าหลวงพ่อเป็นเจ้าคณะอำเภอที่มีความองอาจกล้าหาญ ไม่มีปัญหาในการบริหารพระศาสนาในเขตปกครอง ท่านเป็นคนทันสมัยรอบรู้ข่าวสารบ้านเมือง ความสนใจด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีตลอดจนวัฒนธรรมท้องถิ่นของท่านได้เริ่มจุดประกายขึ้นเมื่อท่านอายุประมาณ
๑๕ ปี ท่านเล่าว่าตอนนั้นบิดาได้ไปพบตุ่มน้ำซึ่งบรรจุเครื่องเหล็ก เครื่องมือช่างของโบราณต่าง ๆ อยู่ใต้ต้นโพธิ์ บ้านท่าตะคร้อ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่านทำให้ท่านมีความสนใจเที่ยวสืบเสาะไต่ถามจากท่านผู้รู้ต่างๆ ว่ามีโบราณสถานโบราณวัตถุอยู่ที่ไหนบ้างในเขตดงศรีมหาโพธิ ประกอบกับเมื่อได้บรรพชาอุปสมบทแล้วได้อ่านหนังสือและเอกสารทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ พระยาโบราณราชธานินทร์ ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดล์ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ฯลฯ ตลอดจนเอกสารประวัติศาสตร์ที่กรมศิลปากร และสำนักนายกรัฐมนตรี จัดพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิชาการและการรายงานการขุดค้นของกรมศิลปากรและมหาวิทยาลัยศิลปากร ตลอดจนสถาบันการศึกษาและวิจัยอื่นๆ นำเสนอทำให้หลวงพ่อมีความเชี่ยวชาญแตกฉานในวิชาการด้านนี้ โดยเฉพาะเรื่องของจังหวัดปราจีนบุรี ในขณะเดียวกันก็ได้เขียนบทความทางวิชาการไปลงพิมพ์ในนิตยสารต่างๆ บ้าง ส่งไปออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์บ้าง พิมพ์แจกในงานต่างๆ บ้าง เท่ากับเป็นผู้ริเริ่ม บุกเบิกงานค้นคว้าประวัติศาสตร์ดงศรีมหาโพธิ อย่างจริงจังและเป็น
รูปธรรม เมื่อหลวงพ่อได้ไปเที่ยวชมโบราณสถาน โบราณวัตถุใหม่ๆ ณ ที่ใดก็จะแจ้งให้ทางกรมศิลปากรและคณะโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากรทราบเพื่อตรวจสอบขุดค้น และจัดพิมพ์รายงานออกเผยแพร่แม้เมื่อมีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติขึ้นแล้ว ท่านก็ได้มีโอกาสรับอาราธนาไปบรรยายเกี่ยวกับขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมพื้นบ้านของจังหวัดปราจีนบุรีเป็นประจำ
นักประวัติศาสตร์ โบราณคดี และวัฒนธรรมท้องถิ่นที่หลวงพ่อมีความสนิทสนมคุ้นเคยด้วยมีหลายท่านซึ่งอาจกล่าวได้ว่าคณะอาจารย์และนักศึกษาโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ในยุคแรกๆ ที่ไปบุกเบิกขุดค้นโบราณสถานณ ดงศรีมหาโพธิ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน ตลอดจนนักศึกษามหาจุฬาลงกรณ์
ราชวิทยาลัย สมัยศาสตราจารย์ประกิต (จิตร) บัวบุศย์ สอนพิเศษในวิชาโบราณคดีและพุทธศิลป์ก่อน พ.ศ. ๒๕๑๐ นั้น ไม่มีใครที่ไม่รู้จักชื่อหลวงพ่อพระครูศรี
มหาโพธิ์คณารักษ์ การดำเนินงานจัดตั้งอาคารนิทรรศการที่วัดสระมรกต อำเภอศรีมโหสถ และการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรี กรมศิลปากรก็ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากหลวงพ่อโดยเฉพาะการดำเนินงานของหน่วยศิลปากรที่ ๕ จังหวัดปราจีนบุรีด้วยความเป็นนักวิชาการที่บำเพ็ญประโยชน์เกื้อกูลแก่
งานด้านศิลป โบราณคดีและวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาติหลวงพ่อพระครูศรีมหาโพธิ์คณารักษ์ จึงได้รับยกย่องเป็นคนดีศรีปราจีน พระราชทานเสาเสมาธรรมจักร จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๓๓ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๓๓ และได้รับพระราชทานเกียรติบัตรผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม สาขาวรรณศิลป์ (บทความวิชาการ และสารคดีท้องถิ่น) จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖
ข้อมูลจาก: สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติมหาวิทยาลัยรามคำแหง
